เข้าสู่ระบบคนไทยรักกัน



ผู้ใช้งานขณะนี้

เรามี 4 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Civil Garuda on Facebook

ป้ายโฆษณา

จำนวนผู้เข้าชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้333
mod_vvisit_counterเมื่อวาน383
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้3023
mod_vvisit_counterเดือนนี้6981
mod_vvisit_counterทั้งหมด374028

โฆษณาโดย Google

ประวัติศาสตร์จารึกรอยพระยุคลบาท

ประวัติศาสตร์จารึกรอยพระยุคลบาทที่ทรงประสบทุกข์ยากของพสกนิกรด้วยพระองค์เองในอดีต

          ปฐมบทการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในทุกภูมิภาค ตั้งแต่ครั้งเสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์สิริราชสมบัติ ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 เป็นต้นมานั้น เริ่มต้นเมื่อภายหลังจากเสด็จราชดำเนินนิวัตสู่กรุงเทพมหานครในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2494 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงตั้งพระราชปณิธานที่จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในภูมิภาคต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร ด้วยมีพระราชประสงค์ที่สำคัญคือ
          ประการแรก  เพื่อให้พสกนิกรของพระองค์ในท้องถิ่นต่างๆ ทุกท้องถิ่นจักได้มีโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอย่างทั่วถึง แม้การคมนาคมในระยะต้นรัชกาลนั้น ถนนหนทางยังไม่สะดวกสบายเฉกเช่นทุกวันนี้ มีแต่ทางสัญจรที่ทุรกันดาร ลำบากยากเย็นในการเดินทางแต่ละคราวเป็นอย่างยิ่ง การเสด็จพระราชดำเนิน ในระยะแรกแต่ละครั้งเป็นการเสด็จทั่วทั้งภาค โดยขบวนรถไฟพระที่นั่งบ้าง ขบวนรถยนต์พระที่นั่งบ้าง บางคราวแล้วแต่ความสะดวกในเส้นทางคมนาคมระหว่างจังหวัด รวมทั้งสถานที่ประทับแรมที่เอื้ออำนวยต่อคณะผู้ตามเสด็จฯ ด้วย
          ประการที่สอง  เพื่อจักได้ทราบทุกข์ร้อนลำเค็ญของมวลพสกนิกรทั้งหลายว่า มีความเป็นอยู่เฉกเช่นไร ดังนั้น ถ้าหากเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินผ่านที่ว่าการอำเภอหรือชุมชนในจังหวัดใด ก็โปรดให้ประชาชนเข้าเฝ้าทูลอองธุลีพระบาทอย่างใกล้ชิด และมักทรงมีพระราชปฏิสันถารไต่ถามถึงการทำมาหากิน และโรคภัยไข้เจ็บที่เบียดเบียนอยู่เนืองๆ ส่งผลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับทราบถึงทุกข์ยากของเหล่าพสกนิกรทั้งมวลด้วยพระองค์เองว่า ในแต่ละท้องที่ที่ทรงผ่านนั้น มีปัญหาความเดือดร้อนเช่นไรที่เข้ามาแผ้วพานราษฎรของพระองค์
          นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายครั้งในทุกปีมิได้ขาด กล่าวคือ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ณ พระอารามต่างๆ ตลอดจนการเสด็จพระราชดำเนินสักการะปูชนียสถานตามชนบทในท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งในเวลาเดียวกันก็ทรงหาโอกาสเยี่ยมเยียนประชาชนอย่างทั่วถึงอีกด้วย การเสด็จพระราชดำเนินไปในแต่ละพื้นที่ของประเทศนี่เอง ที่ทรงพบว่าในแต่ละพื้นที่มีปัญหาแตกต่างกันตามสภาพแวดล้อม มีปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นตัวแปรที่สำคัญ การนี้เอง คือปัจจัยหนึ่งอันเป็นที่มาแห่งการจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของมวลพสกนิกรแต่ละท้องที่เพื่อให้ได้แก้ไขปัญหาตรงจุด หรือใกล้เคียงกับสภาพความเป็นจริงที่สุดนั้น พบได้จากรพระราชกระแสดังความว่า  "...วัตถุประสงค์ของการตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาก็คือ การพัฒนาที่ทำกินของราษฎรให้มีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น โดยการพัฒนาที่ดิน พัฒนาแหล่งน้ำ ตลอดจนฟื้นฟูป่า และใช้หลักวิชาการเกษตรในการวางแผนการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ โดยใช้เงินจากการบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาเป็นทุนในการพัฒนา ซึ่งศูนย์ศึกษาการพัฒนาจะเป็นฟาร์มตัวอย่างที่เกษตรกรทั่วไป และเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาสามารถเยี่ยมชม ชมการสาธิตเกี่ยวกับการเกษตรกรรม เพื่อเป็นการศึกษาหาความรู้ นอกจากนั้น ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการพัฒนาพื้นที่รอบๆ บริเวณโครงการให้มีความเจริญขึ้น เมื่อราษฎรเริ่มมีสภาพความเป็นอยู่ดีขึ้น ก็อาจพิจารณาจัดตั้งโรงสีข้าวสำหรับหมู่บ้านแต่ละกลุ่ม ตลอดจนตั้งธนาคารข้าวของแต่ละหมู่บ้าน เพื่อฝึกให้รู้จักพึ่งตนเองได้ในที่สุด..."

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานข้อเท็จจริงเบื้องต้น ซึ่งสมควรจารึกไว้ในเชิงประวัติศาสตร์ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ดังนี้
          1.ในเรื่องชื่อของศูนย์ศึกษาทั้ง 6 แห่ง มีพระราชาธิบายว่า "...ที่ตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนานี้มิได้ตั้งชื่อก่อน ได้ตั้งศูนย์ก่อน ถึงได้ให้ชื่อว่า ศูนย์ศึกษาการพัฒนา ซึ่งหมายความว่าได้ตั้งกิจกรรม และได้ตั้งชื่อ ซึ่งจะชี้ว่า ศูนย์หรือกิจการนี้ทำอะไร..."     "...ชื่อของกิจการก็ชื่อเพียงว่าศูนย์ศึกษาการพัฒนา ซึ่งหมายความว่าเป็นศูนย์หรือเป็นแห่งหนึ่งที่รวมการศึกษา เพื่อดูว่าทำอย่างไรจะพัฒนาได้ผล..."
          2.พระราชทานรายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะงานเฉพาะ ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาว่า "...เรื่องคำว่าศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น คำนี้ทำให้เข้าใจว่าเป็นการศึกษาการพัฒนาที่เป็นเรื่องของพระราชดำริ ซึ่งไม่ใช่อย่างนั้น อันเนื่องมาจากพระราชดำริ หมายความว่า ทั้งอันนี้เป็นศูนย์ศึกษา ทั้งอันนี้เป็นพระราชดำริ แล้วที่ดำเนินงานก็ดำเนินงานตรมที่มีพระราชดำริ..."
          3.วิธีการทำงานด้านการพัฒนาที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีความหมายต่างกันตามสภาพภูมิประเทศ ทรงให้ข้อแนะนำว่า  "...ศูนย์ศึกษาการพัฒนานั้นแม้จะมีการปลูกข้าว ก็อาจปลูกข้าวในลักษณะต่างกัน หรือดูว่าในภูมิประเทศอย่างนี้เราจะปลูกอย่างไร อาจไม่ถูกหลักวิชาก็ไได้ แต่ว่าชาวบ้านเขาทำอย่างนั้น เขาได้ทดลองบ้าง หรือว่าถ้าปลูกข้าวไม่เกิดประโยชน์ก็ลองแก้ไขโดยใช้วิชาอื่นบ้าง จะเป็นชลประทานก็ได้ หรือด้านพัฒนาที่ดิน หรือด้านวิชาการเกษตรมาประยุกต์ เพื่อที่จะได้ผลมากขึ้น รวมทั้งต่อจากปลูกแล้วทำอย่างไร เก็บเกี่ยวอย่างไร หรือสีอย่างไร ขายอย่างไร คือหมายความว่าให้สามารถที่จะแก้ปัญหาทั้งต้นทางทั้งปลายทาง..."
          4.หากศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เกิดปัญหาขัดข้องระหว่างการทำงานเกิดขึ้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแนวทางการทำงานว่า  "...การแก้ปัญหานั้นอาจมีคนว่า ว่าไม่ถูกหลักวิชาก็ได้ไม่เป็นไร โดยมากเราพยายามที่จะทำอะไรที่ง่ายๆ แล้วในที่สุดถ้าทำง่ายๆ แล้วได้ผล ก็จะเป็นหลักวิชาโดยอัตโนมัติ..."
          5.พระราชทานหลักการ ค้นคว้า วิจัยและทดลองในโครงการต่างๆ ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริว่า  "...ศูนย์ศึกษาการพัฒนานี้มีหลักอยู่ว่า ทำไปแล้วถ้าได้ผลดีก็จดเอาไว้กลายเป็นตำรา ซึ่งเป็นหบักของตำราทั้งหลายต้องมาจากประสบการณ์ อันนี้เป็นประโยชน์ของแต่ละศูนย์ศึกษาการพัฒนาอย่างหนึ่ง ที่ว่าไม่ใช่สถานีทดลอง แต่ว่าเป็นการทดลองแบบเรียกว่ากันเอง หรือแบบไม่เป็นทางการ..."
          6.พระราชทานความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ "มิใช่สถานีทดลอง" แต่เป็นสถานที่ที่มีการพัฒนาร่วมมือกัน ตั้งพระราชกระแสความตอนหนึ่งว่า  "...มีคนเข้าใจว่าศูนย์ศึกษาการพัฒนานั้น เป็นเสมือนสถานีทดลองหรืออีกอย่างหนึ่งก็เป็นวิทยาลัย ทั้งสองอย่างนี้ ไม่ใช่เป็นสถานที่ที่ผู้ที่ทำงานในด้านพัฒนาจะไปทำอย่างไรอย่างหนึ่ง หรือจะเรียกว่าทดลองก็ได้ เมื่อทดลองแล้วจะทำให้ผู้อื่นที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในวิชานั้นได้ สามารถเข้าใจว่า เข้าทำอะไรกัน อันนี้ก็เป็นประโยชน์อย่างหนึ่งที่ได้จากกิจการศูนย์ศึกษาการพัฒนา คือ เป็นการทำอะไรของฝ่ายหนึ่งและทำให้ฝ่ายอื่นได้เข้าใจว่า คนอื่นทำอะไรกัน เรียกว่า เป็นการทำให้เจ้าหน้าที่ด้านพัฒนาได้มีการร่วมมือสอดคล้องกัน อันนี้ก็เป็นข้อแรกที่สำคัญที่ว่าไม่ใช่สถานีทดลอง..."
          7.หากกิจกรรมใดในศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริแล้วไม่เสร็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริว่า  "...ศูนย์ศึกษาการพัฒนานี้ ถ้าทำอะไรล้มเหลวต้องไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องลงโทษ แต่ว่าเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ทำอย่างนั้นไม่เกิดผลหรือจะเป็นผลเสียหายก็เป็นได้ เมื่อเห็นอย่างนั้นแล้วอาจทำต่อก็ได้ เป็นการแสดงว่าทำอย่างนี้ไม่ถูก ก็เป็นตำราเหมือนกัน ทำอะไรไม่ถูกให้รู้ว่าไม่ถูก..."     "...ฉะนั้นในศูนย์ศึกษาการพัฒนานั้นทำอะไรไม่ถูกต้องก็อาจเป็นอนุสาวรีย์ของความไม่ถูกต้อง จะได้สังวรไว้ว่า ทำอย่างนี้ไม่ได้ แต่ความเสียหายนั้นไม่มีมาก เพราะว่าในศูนย์ศึกษาการพัฒนาทำการทดลองต่างๆ นี้ ทำเป็นส่วนน้อย คือทำเป็นส่วนเล็กๆ สามารถที่จะเก็บไว้ให้ตนดูว่า ตรงนี้ทำอย่างนี้มันไม่ค่อยดี ใช้ไม่ได้เป็นหลักวิชา..."
          8.ทรงมุ่งหวังที่จะให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นแหล่งอเนกประสงค์ของผู้คนในทุกด้าน คือเป็นทั้งศูนย์สรรพวิทยาการ และการพักผ่อนหย่อนใจไปในคราวเดียวกัน  "...เป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่คนทุกระดับสามารถที่จะมาดู จะว่าเป็นโรงเรียนก็ไม่ใช่ แต่ว่าเป็นที่มาดูมาศึกษาก็ได้ คือเป็นทัศนศึกษา พานักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยก็ตาม หรือไม่ใช่นักเรียน เป็นข้าราชการทุกชั้น ตั้งแต่ชั้นผู้น้อยมาจนถึงชั้นผู้ใหญ่ทุกระดับทุกอย่าง คือหมายความว่าทุกหน้าที่สามารถมาดูในแห่งเดียวกัน  วิธีการที่จะพัฒนาในสาขาต่างๆ ของวิชาการ อันนี้เท่ากับเป็นเหมือนที่พิพิธภัณฑ์ที่จะมาดูอะไรมีวิชาการใดที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานอกจากนั้น ไปดูศูนย์ศึกษาก็ไปหย่อนใจก็ได้ เพราะว่าทำงานเครียดก็ไปเที่ยวศูนย์ศึกษา เหมือนไปเที่ยวสวนสาธารณะก็ได้ความรู้ด้วย นี่แหละเป็นหลักของศูนย์ศึกษาการพัฒนา..."
          9.บทสรุปที่ชัดเจนเดียวกับภารกิจของศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวพระราชดำริว่า  "...พื้นที่ของศูนย์ศึกษาทุกแห่ง ก็คือ การย่อส่วนภูมิประเทศของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกัน แล้วทำการศึกษาการพัฒนาด้านเกษตรกรรมสาขาต่างๆ..."   "...เมื่อดำเนินการทดลองเป็นผลสำเร็จแล้ว จึงจัดแสดงสาธิตผลการทดลองวิจัย ภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาในทำนองพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ เพื่อเป็นการยินยันว่า งานศึกษาการพัฒนาทุกงานที่สาธิตให้ประชาชนนั้น สามารถนำไปปฏิบัติได้ผลจริง..."

 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

Konthairakkan on Twitter

ป้ายโฆษณา

ร่วมแบ่งปัน คนไทยรักกัน

AddThis Social Bookmark Button

ราคาน้ำมัน

โฆษณาโดย Google

JoomlaWatch 1.2.12 - Joomla Monitor and Live Stats by Matej Koval
CopyRight Konthairakkan.com 2009 All Right Reserved.