| ตลอด 60 ปีที่ทรงครองราชย์ ทรงทำสงครามกับความยากจนเพื่อพสกนิกรอยู่ดีมีสุข |
|
ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณี เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการเป็นปฐม ว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม และนับตั้งแต่นั้นมา จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 60 ปี ก็ยังทรงอุทิศพระองค์อย่างมิทรงรู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อพสกนิกรของพระองค์ทั้งประเทศ ตลอดระยะเวลา 6 ทศวรรษที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมากมายนับไม่ถ้วนด้วยทศพิธราชธรรม มีการเปรียบเปรยว่า พระองค์ทรงพระมาลาอยู่หลายใบ อันสื่อถึงบทบาทหน้าที่ในการทรงงานที่ครอบคลุมหลากหลายด้าน ทั้งในฐานะทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ ทรงคิดค้นและทดลองโครงการต้นแบบไว้มากมายเพื่อพระราชทานเป็นแนวพระราชดำริต่อไป ตลอดจนทรงพัฒนาเทคโนโลยีต่างประเทศที่เหมาะสมกับสังคมไทย ทั้งด้านเกษตรกรรม, วิทยาศาสตร์, สิ่งแวดล้อม และพลังงาน
ทรงเป็นนักปรัชญา จากการที่พระราชทานแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำรัสแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.2541 ว่า "สมัยก่อนนี้ก็พอมีพอกิน มาสมัยนี้ชักจะไม่พอมีพอกิน จึงต้องมีนโยบายที่จะทำเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อที่จะให้ทุกคนมีพอเพียงได้...ให้พอเพียงนี้ ก็หมายความว่า มีกินมีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ..." ทรงเป็นนักพัฒนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีแนวพระราชดำริที่เป็นแนวทางการเพิ่มสมดุลในการพัฒนาประเทศ เพราะการพัฒนาคือการทำสงครามกับความยากจน ดังที่ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสว่า "การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่ เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด..."
ขณะเดียวกัน ยังมีเสียงแซ่ซ้องยกย่ององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ทรงเป็นนักปฏิบัติและแบบอย่างของผู้นำที่เปี่ยมด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล โดยทรงลงมือปฏิบัติให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม จากการริเริ่มโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 6 แห่ง อันเป็นกระบวนการศึกษาการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และอาชีพของประชาชนในท้องถิ่น อีกทั้งทรงริเริ่มการทำงานให้เกิดบูรณาการระหว่างกรมกอง และหน่วยราชการต่างๆ เพื่อที่ประโยชน์ต่างๆ จะได้ถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง "พระองค์ทรงเป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญา นักเผยแพร่แนวคิด และนักปฏิบัติที่เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด ทรงเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของผู้นำที่อาจไม่เหมือนใครในโลก แต่สิ่งที่โลกสามารถเรียนรู้ได้จากพระองค์คือ ความรักและแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ในการทำทุกอย่างเพื่อความอยู่ดีมีสุขของพสกนิกรของพระองค์" คำกล่าวสดุดีพระเกียรติคุณดังกล่าวของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) คงพอจะสะท้อนให้เห็นถึงอีกหนึ่งบทบาทที่สำคัญที่สุดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นั่นคือบทบาทพ่อหลวงของปวงชนชาวไทย ที่ทรงยอมเหน็ดเหนื่อยพระวรกาย และเสียสละพระองค์ทุกอย่างเพื่อประชาชนของพระองค์
ขอบคุณข้อมูลจาก www.thairath.co.th |














คอมเมนต์
ติดตามคอมเมนต์นี้ในรูปแบบ RSS feeds