|
แนวโน้มการขาดแคลนข้าวในตลาดโลก : โอกาสของข้าวไทย (?) |
|

ผลผลิตข้าวของโลกมีแนวโน้มจะอยู่ในภาวะตึงตัวตามแนวโน้มของผลผลิตที่ต่ำกว่าปริมาณความต้องการของผู้บริโภค หลังจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำเพื่อการเพาะปลูก การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ และโรคระบาด อันเป็นผลโดยตรงทำให้ผลผลิตข้าวโดยรวมของกลุ่มประเทศผู้ผลิตข้าวสำคัญได้รับความเสียหาย ขณะที่ประเทศผู้นำเข้าข้าวเริ่มมีสต็อกข้าวในประเทศลดลง ส่วนเวียดนามซึ่งเป็นคู่แข่งการส่งออกข้าวของไทยเริ่มมีปัญหาสต็อกข้าวจากการเร่งส่งออก จึงเป็นโอกาสดีต่อทิศทางข้าวไทย จากข้อได้เปรียบที่ไทยสามารถเพาะปลูกได้ตลอดปี ความหลากหลายของพันธุ์ข้าว และความเชื่อมั่นต่อคุณภาพข้าวไทย
ภาวะตึงตัวของผลผลิตข้าว เห็นได้ชัดจากการปรับตัวเลขคาดการณ์ผลผลิตข้าวโลกปี 2553 ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ เมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2553 ที่ระบุว่าผลผลิตข้าวทั้งโลกจะมีเพียง 704.4 ล้านตันข้าวเปลือก (1 ตันข้าวเปลือก เมื่อสีแล้วจะเหลือประมาณ 0.6 - 0.8 ตันข้าวสาร) ลดลงจาก 710 ล้านตันข้าวเปลือกที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนเมษายน 2553 หลังจากพื้นที่เพาะปลูกข้าวเผชิญกับสภาพอากาศแห้งแล้ง โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกใหญ่ของโลก ขณะที่ความต้องการข้าวเพื่อการบริโภคทั่วโลกมีปริมาณ 461 ล้านตันข้าวสาร เพิ่มขึ้นจากเมื่อเดือนเมษายน 2553 ที่คาดการณ์ไว้ 454 ล้านตันข้าวสาร ใกล้เคียงกับการคาดการณ์ของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนมิถุนายน 2553 ที่ว่าผลผลิตข้าวโลกปี 2552/53 มีปริมาณผลผลิต 459.44 ล้านตันข้าวสาร ใกล้เคียงกับการบริโภคที่มี 452.79 ล้านตันข้าวสาร นับเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงวิกฤติความมั่นคงด้านอาหารอาจกลับมาอีกครั้งเหมือนปี 2551
แนวโน้มการลดลงของผลผลิตข้าวเริ่มส่งผลให้ทิศทางราคาข้าวไทยปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาข้าวสารหอมมะลิส่งออก (FOB) เมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2553 เพิ่มขึ้นเป็นตันละ 1,017 ดอลลาร์สหรัฐ ข้าวหอมปทุมธานีตันละ 787 ดอลลาร์สหรัฐ และข้าวขาว 5% ตันละ 463 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2553 ร้อยละ 0.89, 1.02 และ 3.81 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การส่งออกข้าวของไทยในช่วงที่ผ่านมามีปริมาณลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2552 โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึง 17 สิงหาคม 2553 มีปริมาณการส่งออก 4,978,105 ตัน ลดลงร้อยละ 8.35 เนื่องจากถูกตีตลาดจากข้าวขาวของเวียดนามที่มีราคาต่ำกว่าไทยตันละกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐ
ทิศทางสต็อกข้าวโลกโดยรวมที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำ ขณะที่ประเทศผู้ผลิตข้าวสำคัญ อาทิ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย บังกลาเทศ เวียดนาม และไทย ส่วนใหญ่ประสบปัญหาผลผลิตข้าวเสียหายจากภัยธรรมชาติ บางประเทศเริ่มให้ความสำคัญต่อการบริโภคในประเทศด้วยการจำกัดการส่งออก อาทิ อินเดีย และอินโดนีเซีย ขณะที่บางประเทศยังมีปัญหาฝนทิ้งช่วงในพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งในส่วนของไทยการเลื่อนรอบการเพาะปลูกข้าวนาปีในลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัดจากปัญหาขาดแคลนน้ำที่ผ่านมา ส่งผลให้ผลผลิตข้าวโดยรวมลดลง ส่วนเวียดนามการเร่งส่งออกข้าวจำนวนมากอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจที่พึ่งพารายได้จากการส่งออก ได้ทำให้ปริมาณสต็อกในประเทศลดลง ซึ่งกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา ประมาณการสต็อกข้าวของเวียดนามปี 2553 ว่ามีเพียง 1.9 ล้านตันข้าวสาร
ปัจจัยดังกล่าวเป็นโอกาสดีต่อผลผลิตข้าวไทยที่จะยังครองส่วนแบ่งสูงสุดในตลาดโลก หลังจากถูกเวียดนามช่วงชิงตลาดข้าวในกลุ่มข้าวขาวด้วยการใช้กลยุทธ์ราคาต่ำ จนทำให้การส่งออกข้าวโดยรวมของไทยเมื่อปี 2552 ลดลงจากปี 2551 ซึ่ง สวนทางกับเวียดนาม ขณะที่แนวโน้มผลผลิตข้าวโดยรวมของไทยฤดูการผลิตปี 2553/54 จากการคาดการณ์ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่าผลผลิตข้าวนาปีมีประมาณ 23.04 ล้านตันข้าวเปลือก เพิ่มขึ้นจากฤดูการผลิตปี 2552/53 ร้อยละ 0.91 ส่วนข้าวนาปรังปี 2553 มีผลผลิต 8.20 ล้านตันข้าวเปลือก ลดลงจากฤดูการผลิตปี 2552 ร้อยละ 2.45
นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ไทยจะระบายข้าวในสต็อกของภาครัฐที่มีประมาณ 5 - 6 ล้านตันข้าวสาร ในภาวะที่ผลผลิตข้าวรุ่นใหม่ยังไม่ออกสู่ตลาด (จากการเลื่อนรอบการเพาะปลูก) ซึ่งจะช่วยดึงราคาข้าวไม่ให้สูงเกินไปจนนำไปสู่การทุจริต ซึ่งปัจจุบันคณะกรรมการติดตามและเร่งรัดการดำเนินงานโครงการประกันรายได้เกษตรกร ตรวจพบความซ้ำซ้อนของการขึ้นทะเบียนและการแจ้งข้อมูลพื้นที่เกินจริง ขณะที่แรงจูงใจในส่วนต่างของราคาประกันในโครงการประกันรายได้กับราคาอ้างอิงในเกณฑ์สูง เป็นแรงกระตุ้นต่อการขยายพื้นที่เพาะปลูกที่จะกลายเป็นการเพิ่มขึ้นของต้นทุนที่ไม่คุ้มกับรายได้ เช่นเดียวกับการเร่งซื้อข้าวของกลุ่มผู้ค้าที่อาจเป็นการกักตุนเพื่อเก็งกำไร
กระนั้นก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเริ่มส่งผลต่อภาพรวมการผลิตข้าวชัดเจนมากขึ้น ทั้งในรูปของปริมาณผลผลิตลดลงจากการขาดแคลนน้ำเพื่อการเพาะปลูก ความแห้งแล้งของสภาพอากาศ การผสมพันธุ์ของเกสรลดลง และการเกิดโรคระบาดข้าว ล้วนส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพและผลผลิตข้าวที่ได้รับจะไม่คุ้มกับต้นทุนการเพาะปลูกที่สูงขึ้น แม้การขาดแคลนข้าวจะเป็นแรงผลักดันให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้น ก็อาจไม่เกิดผลต่อรายได้ของเกษตรกรมากนัก เนื่องจากชาวนาบางส่วนยังขาดอำนาจการขายข้าวอย่างแท้จริง
หากพิจารณาจากผลการศึกษาของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐฯ ระบุว่าอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นตลอดช่วงเวลา 25 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ผลผลิตข้าวทวีปเอเชียลดลงร้อยละ 10 - 20 ขณะที่สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ ระบุว่าปัจจุบันประชากรกว่า 3,000 ล้านคนทั่วโลกบริโภคข้าวเป็นอาหารทุกวัน และกว่าร้อยละ 60 ของคนยากจน 1,000 ล้านคนในเอเชียบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก สะท้อนให้เห็นว่าภาวะวิกฤติของความมั่นคงด้านอาหารยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อความร่วมมือของกลุ่มประเทศผู้ผลิต โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวสำคัญของโลก
การปล่อยให้ราคาข้าวเป็นไปตามกลไกตลาด จะเป็นผลดีต่อราคาข้าวทั้งระบบรวมทั้งเกษตรกร แต่รัฐบาลคงจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยที่ต้องเผชิญกับปัญหาราคาข้าวที่จะปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการป้องการการกักตุนข้าวที่อาจทำให้ราคาข้าวปรับตัวสูงกว่าความเป็นจริงด้วย ส่วนในระยะยาวรัฐบาลจำเป็นต้องส่งเสริมการวิจัยและพัฒนากรรมวิธีการผลิตหรือพัฒนาสายพันธุ์ข้าวที่ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และจะช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิตข้าวให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภค พร้อมทั้งให้ความรู้ความเข้าใจในระบบการผลิตที่คำนึงถึงคุณภาพข้าวมากกว่าเน้นเพียงการเพิ่มปริมาณการผลิต ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามกรอบยุทธศาสตร์ข้าวไทยปี 2554-2558
การจะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าข้าวในอาเซียน ในฐานะที่เป็นผู้นำด้านการผลิตข้าวและมีความพร้อมด้านศักยภาพของโรงสี เพื่อให้ทิศทางราคาข้าวมีเสถียรภาพและเกิดประโยชน์ร่วมกันในกลุ่มอาเซียน นับเป็นการเตรียมพร้อมต่อความร่วมมือภายใต้ประชาคมอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่ไทยและเวียดนามเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับต้นของโลก จากสัดส่วนการส่งออกสูงเกือบร้อยละ 50 ของการส่งออกข้าวโลก แต่ยังมีปัญหาการเป็นคู่แข่งกัน ด้วยเหตุนี้ การรวมกลุ่มผู้ค้าข้าวอาจต้องนำจีนเข้าร่วมเจรจา เพื่อให้ผู้ค้ารายใหญ่อื่นๆ อาทิ อินเดีย ปากีสถาน กัมพูชา และสหรัฐฯ หันมาเข้าร่วมจนนำไปสู่การเป็นกลุ่มผู้ค้าข้าวที่รวมสัดส่วนการส่งออกข้าวไว้สูงถึงร้อยละ 82 ของปริมาณการส่งออกข้าวโลก
การคาดการณ์ปริมาณสต็อกข้าวปี 2553/54 ของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา พบว่า เวียดนามและฟิลิปปินส์จะมีสต็อกคงเหลือปลายปีลดลง ขณะที่จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ แม้จะมีการคาดการณ์ว่าปริมาณสต็อกข้าวปลายปีจะเพิ่มขึ้น แต่จีนและอินเดียนับเป็นประเทศที่ผลิตข้าวเพื่อการบริโภคในประเทศเป็นสำคัญ ขณะที่อินโดนีเซียมีผลผลิตเพียงพอแค่บริโภคในประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสการค้าข้าวไทยในตลาดโลก และโอกาสในการระบายข้าวในสต็อกรัฐบาล อย่างไรก็ตาม อาจต้องเฝ้าติดตามการซื้อข้าวของกลุ่มผู้ค้าที่อาจเร่งรับซื้อเพียงเพื่อรอเก็งกำไรจากแนวโน้มราคาข้าวที่สูงขึ้น ซึ่งผลประโยชน์ที่ได้รับอาจกระจุกอยู่เพียงผู้ค้าขณะที่ภาครัฐและเกษตรกรไม่ได้รับผลประโยชน์จากราคาข้าว
|
คอมเมนต์
ติดตามคอมเมนต์นี้ในรูปแบบ RSS feeds