เข้าสู่ระบบคนไทยรักกัน



ผู้ใช้งานขณะนี้

เรามี 7 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Civil Garuda on Facebook

ป้ายโฆษณา

จำนวนผู้เข้าชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้337
mod_vvisit_counterเมื่อวาน383
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้3027
mod_vvisit_counterเดือนนี้6985
mod_vvisit_counterทั้งหมด374032

โฆษณาโดย Google

3G กับความมั่นคงของชาติ

 

         ระบบ 3G ที่ทั่วโลกใช้กันมาเป็น 10 ปี กำลังจะเข้ามาใช้ในบ้านเราแล้ว เพื่อแทนที่โทรศัพท์มือถือระบบ 2G 65 ล้านเลขหมายในปัจจุบัน ขณะนี้ กทช.กำลังพิจารณาหลักเกณฑ์การยื่นประมูล หลังจากจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ เกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 3G เมื่อ 25 มิถุนายน 2553 เพื่อเตรียมให้ “ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT 2000 หรือ 3G and beyond”
          ระบบ 3G คืออะไร
          3G เปรียบเสมือนสื่อเคลื่อนที่ เป็นระบบเครือข่ายโทรคมนาคมและการสื่อสารแบบอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูง และการบริการมัลติมีเดียอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากมีช่องสัญญาณความถี่และความจุในการรับส่งข้อมูลมากกว่าเดิม ส่งข้อมูลไปยังโทรศัพท์มือถือได้โดยตรง
 ทีโอที.และแคท เทเลคอม ได้รับการจัดสรรคลื่น 3G มาตั้งแต่ปี 2543 ที่มีความล่าช้ามีหลายสาเหตุ บางคนบอกว่าเป็นเพราะความกังวลต่อการสูญเสียรายได้ของหน่วยงานด้านโทรคมนาคมภาครัฐ และวิตกกังวลการเข้ามาของกิจการโทรคมนาคมต่างชาติ ซึ่งมีความพร้อมด้านเงินลงทุนในการการประมูลสัญญาสัมปทานคลื่นความถี่
          การเปิดประมูลใบอนุญาต 3 จี
          สื่อมวลชนเล่นข่าว 3G มาเป็นระยะ โดยช่วงหลังเริ่มเป็นข่าวอีกครั้งเมื่อปลายปี 2552 สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อมีกระแสข่าวการเปิดประมูลใบอนุญาตจึงทำให้ภาคธุรกิจด้านโทรคมนาคมติดตามอย่างใกล้ชิด ผลการประมูลอาจส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อรายได้รัฐ เพราะหากผู้ชนะการประมูลใส่ค่าสัมปทานจำนวนมากๆ รัฐบาลจะมีรายได้จำนวนมาก แต่ผู้ชนะการประมูลก็คงจะผลักภาระต้นทุนนี้ให้แก่ผู้บริโภคต่อไป
          ประเด็นราคาการประมูลที่วิพากษ์วิจารณ์กันเมื่อปลายปี 2552 มีข่าวการประมูลที่ราคา 30,000 – 50,000 ล้านบาท แต่การชะลอเวลาออกไปอาจส่งผลต่อราคาประมูลที่เพิ่มขึ้น และอาจเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนต่างชาติภายใต้การจัดตั้งบริษัทในไทยหรือดำเนินธุรกิจในลักษณะนอมินี เข้ามาแสวงประโยชน์จากสมบัติของชาติผ่านการประมูล นอกจากนี้ หลักการที่ว่าผู้ที่ตั้งราคาประมูลสูงสุดย่อมเป็นผู้ที่สามารถนำคลื่นความถี่ไปใช้ได้สูงสุด ก็มิได้บ่งชี้ชัดว่าจะเป็นผลประโยชน์สูงสุดต่อชาติด้วย
          ด้วยเหตุนี้เอง นักวิชาการบางส่วนจึงเห็นว่า การจัดสรรคลื่นความถี่ควรเป็นไปเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมให้เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคคล้ายกับสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยเสนอให้ กทช.เข้ามาสนับสนุนด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการเพื่อใช้สร้างเครือข่าย แทนการระดมเงินทุนจากผู้ประกอบการให้เข้าประมูล เพราะท้ายสุดผลประโยชน์จะตกอยู่กับผู้ประกอบการมากกว่าผู้บริโภคและประเทศชาติ
          ส่วนต่างของระยะเวลาสัมปทานจากใบอนุญาตใหม่ที่จะขยายไปอีก 15 ปี ขณะที่สัมปทานเดิมของผู้ให้บริการ 3 เครือข่ายใกล้จะสิ้นสุดในอีก 4 – 9 ปี จะเปิดโอกาสผู้ให้บริการสามารถทำกำไร หรือมีการโอนย้ายลูกค้าเพื่อลดต้นทุนค่าสัมปทานดังกล่าวได้ ปัจจัยดังกล่าวจึงเป็นแรงจูงใจต่อการผลักดันให้เปิดใบอนุญาต 3G โดยอ้างวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการ ขณะเดียวกันแผนการจัดการรายได้จากใบอนุญาต 3 จี มูลค่าสูงถึง 30,000 – 50,000 ล้านบาทหรือคิดประมาณร้อยละ 2 ของงบประมาณรัฐ ยังเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของสาธารณชนเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น
 ผลประโยชน์ต่อการให้บริการคลื่นความถี่ควรจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือในไทย 65 ล้านเลขหมาย ที่จะไม่ถูกผลักภาระด้านราคาจนเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค และเป็นประโยชน์ต่อชาติอย่างแท้จริง เช่น การพิจารณาจัดเก็บภาษีสรรพสามิตที่ครอบคลุมและเป็นธรรมภายใต้ผลประโยชน์ต่อรายได้ภาครัฐ โดยเฉพาะประเด็นการโอนย้ายลูกค้าจากระบบ 2G ไปยังระบบ 3G ที่อาจทำให้ต้นทุนการบริการของผู้ให้บริการลดลง เพื่อป้องกันการสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีของภาครัฐ
          บางคนกลัวว่าอาจมีการทำการตลาดด้วยการฮั้วราคา ในการทำให้ค่าบริการระบบ 2G เดิมสูงขึ้น หรือให้ใช้งานได้ยาก ภายใต้ข้ออ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในระบบ 3G เพื่อผลักดันให้ผู้บริโภคย้ายมาใช้ระบบ 3G ซึ่งภาวะที่มีการใช้งานจำนวนมากอาจส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการเชื่อมต่อสัญญาณจนไม่เป็นตามการประชาสัมพันธ์ในแผนการตลาด ขณะเดียวกันการผูกขาดของผู้ให้บริการในไทยซึ่งมีน้อยราย ท้ายสุดผลกระทบจะตกอยู่ที่ผู้บริโภค
 ระบบ 3G จะกระทบด้านความมั่นคงได้อย่างไร
          โทรศัพท์มือถือ เป็นระบบการสื่อสารที่เข้าถึงตัวคนโดยตรงที่สุดอยู่แล้ว แต่เดิมสื่อสารได้เพียงเสียงสนทนา ต่อมาพัฒนาเป็นการส่งคลิปเสียงและคลิปวิดีโอได้ด้วย พัฒนาการล่าสุดของ 3G (และ 4G ในเวลาต่อไป) จะยิ่งทำให้การเข้าถึงข้อมูลดีกว่าโทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นๆ เป็นการสร้างความสะดวกในการติดต่อระหว่างบุคคล ในการทำธุรกิจ แต่ในเวลาเดียวกันก็อาจส่งผลกระทบด้านความมั่นคงแห่งชาติ หากการติดต่อสื่อสารนั้นๆเป็นการนัดหมาย สั่งการ หรือส่งข้อมูลเพื่อบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยของประเทศ
          คลื่นความถี่ 3G เมื่อประมูลขายให้เป็นสมบัติของเอกชนก็จะตกเป็นของเอกชน มิใช่ของรัฐ ส่วนหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย และสิงคโปร์ ไม่เปิดให้บริษัทต่างชาติเข้าไปเป็นเจ้าของในกิจการโทรคมนาคม การสื่อสาร และธุรกิจดาวเทียม แม้กระทั่งคลื่นความถี่ประเทศเหล่านี้ยังพัฒนาขึ้นมาเองภายใต้หลักความมั่นคงของชาติ ด้วยการใช้วิธีประกวดคุณสมบัติของผู้ประกอบการบริหารคลื่นความถี่ทดแทน
 แต่เราคงจะเปิดประมูลขายคลื่นความถี่ 3G แบบเปิดกว้างให้บริษัทต่างชาติประมูลซื้ออย่างเสรี โดย กทช.กำหนดรูปแบบการประมูลและแจ้งแก่ผู้ให้บริการมือถือของไทย เช่น บริษัท แอดวานซ์ อินโพร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) และบริษัททรูมูฟ แล้ว สำหรับให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ 3G
          หากพิจารณาในมุมมองของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมนับเป็นการลงทุนที่มีการเติบโตของรายได้และเม็ดเงินจากการลงทุนจะเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่การลงทุนที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงอาจทำให้บริษัทสื่อสารของไทยที่สนใจต้องจับมือกับบริษัทโทรคมนาคมต่างชาติ จนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติในที่สุด
 การพัฒนาระบบสื่อสารให้ทันต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแม้เป็นสิ่งจำเป็น แต่คงต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้บริโภคและความมั่นคงของชาติควบคู่กันไปด้วย ในเบื้องต้นจำเป็นต้องสำรวจความต้องการใช้บริการ 3G เพื่อตอบสนองกลุ่มผู้ใช้งานที่ชัดเจน
          ผลการศึกษาของนักวิชาการกลุ่ม Policy Watch ในบ้านเรา พบว่าประเทศตะวันตกส่วนใหญ่มีการใช้ 3G ในการติดต่อสื่อสารหรือเพื่อความบันเทิงค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และกลุ่มโออีซีดี หรือกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมรายใหญ่ มีผู้ใช้บริการเพียงแค่ร้อยละ 0.22 และ 18.21 ยกเว้นญี่ปุ่นและเกาหลีที่มีอัตราการใช้ถึงร้อยละ 80 และ 100 ของการใช้งาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศตะวันตกเห็นว่าการให้บริการ 3G เป็นเพียงสินค้าฟุ่มเฟือย
 พิจารณาในด้านประสิทธิภาพการทำงานระบบ 3G ที่สามารถเรียกดูข้อมูล แก้ไขข้อมูล และใช้บริการข้อมูลต่าง ๆ อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติหากมีการเปิดให้เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้อย่างเสรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่การลงทุนด้านกิจการโทรคมนาคมดังกล่าวเปิดโอกาสแก่กลุ่มทุนต่างชาติด้วย  ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขการประมูล ราคาการประมูล สัมปทาน และการมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องภายใต้กฎเกณฑ์การควบคุมดูแลจาก กทช. และที่สำคัญบริษัทที่ได้รับการประมูลต้องเป็นบริษัทไทยมิใช่ต่างชาติหรือนอมินี
          แนวทางป้องกันอาจต้องให้ความสำคัญต่อการเข้าตรวจสอบข้อมูลและสามารถกำหนดหลักเกณฑ์ต่อข้อจำกัดของการรับ-ส่งข้อมูลข่าวสารใดๆ ต่อผู้ใช้บริการ ที่ต้องไม่นำไปสู่ความแตกแยกของสังคม อาทิ การยุยงให้เกิดความเกลียดชัง การบิดเบือนข่าวสาร ที่สำคัญภาครัฐต้องมีหลักประกันได้ว่าหากต่างชาติเข้าครอบครองสัมปทานต้องสามารถควบคุมได้
          สรุป
          การให้บริการ 3G เป็นเรื่องดี แต่การพิจารณารูปแบบการจัดสรรใบอนุญาตควรคำนึงถึงผลประโยชน์ในระยะยาวหรือภาพรวมมากกว่าคำนึงเพียงด้านรายได้ โดยน่าจะให้ความสำคัญต่อการทำให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมของชาติเป็นสาธารณูปโภคที่สร้างประโยชน์ให้กับคนทั้งประเทศและทำให้มีโอกาสต่อยอดเป็นนวัตกรรมและธุรกิจอื่นๆ อาทิ การพัฒนาประเทศด้านการศึกษา ความยากจน และความแตกต่างในสังคม

 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

Konthairakkan on Twitter

ป้ายโฆษณา

โฆษณาโดย Google

JoomlaWatch 1.2.12 - Joomla Monitor and Live Stats by Matej Koval
CopyRight Konthairakkan.com 2009 All Right Reserved.