|
รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจต่างประเทศ 1 – 7 ม.ค. ปี 2553 |
|
ตัวเลขเศรษฐกิจจากสถาบันต่าง ๆ ยังคงยืนยันว่าเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจประเทศสำคัญกำลังฟื้นตัวจากภาวะวิกฤต โดยเฉพาะด้านการผลิตอันเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นของรัฐ ทั้งนี้ผลสำรวจดัชนีภาคการผลิตของโลก (Global Total Output Index) ของบริษัท JP Morgan ห้วง ธ.ค.52 เพิ่มขึ้นจาก 51.7 จุดเมื่อเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ 53.4 จุด เป็นการขยายตัว (ตัวเลขสูงกว่า 50 จุด) เดือนที่ 5 ติดต่อกัน ส่วนดัชนีภาคบริการของโลก (Global Service Index) ห้วงเดือนเดียวกันก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน จาก 50.3 จุดเมื่อ พ.ย.52 เป็น 52.1 จุด นอกจากนี้ผลสำรวจดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐฯ (Factory Activity Index) ห้วง ธ.ค.52 ก็เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 55.9 จุด สูงที่สุดในรอบเกือบ 4 ปี ขณะที่ดัชนีภาคการผลิต (PMI) ของจีน สำรวจโดยธนาคาร HSBC ห้วงเดือนเดียวกันก็เพิ่มขึ้นเช่นกันอยู่ที่ 56.1 จุด สูงที่สุดนับแต่ปี 2547 เช่นเดียวกับดัชนี PMI ของกลุ่มประเทศผู้ใช้เงินยูโร (eurozone) ห้วง ธ.ค.52 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 51.2 จุดเมื่อเดือนก่อนหน้า อยู่ที่ 51.6 จุด สูงที่สุดในรอบ 21 เดือน โดยภาคการผลิตในฝรั่งเศสขยายตัวมากที่สุดอยู่ที่ 54.7 รองลงมาเป็นอังกฤษ และเยอรมนี ที่ 54.1 และ 52.7 จุด ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม บันทึกการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ประจำเดือน ธ.ค.52 เผยแพร่เมื่อ 6 ม.ค.53 บ่งชี้ว่าผู้กำหนดนโยบายบางส่วนยังกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัว โดยเฉพาะปัญหาการว่างงานในอัตราสูง และการกระเตื้องขึ้นของภาคอสังหาริมทรัพย์อาจชะลอตัว เพราะมาตรการจูงใจด้านภาษีกำลังจะสิ้นสุดลงและอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อซื้อบ้านมีแนวโน้มปรับขึ้น ทำให้บางเสียงในที่ประชุมเห็นว่าควรรักษาอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงไว้ในระดับต่ำมากต่อไปอย่างน้อยในครึ่งแรกของปี 2553 ซึ่งบันทึกดังกล่าวส่งผลต่อตลาดค้าเงินตราต่างประเทศทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐซึ่งกระเตื้องขึ้นตั้งแต่ปลาย ธ.ค.52 กลับอ่อนค่าลงอีก รวมทั้งราคาน้ำมันตลาดโลกซึ่งปรับตัวสูงกว่า 81 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เป็นครั้งแรกหลังเปิดการซื้อขายวันแรกหลังเทศกาลปีใหม่ เนื่องจากสภาพอากาศหนาวเย็นผิดปกติและคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะกระเตื้องขึ้น ก็ยังคงปรับตัวขึ้นหลังข่าวดังกล่าว
ภาวะของเศรษฐกิจจีนซึ่งขยายตัวต่อเนื่องเริ่มทำให้มีการคาดการณ์ว่า ทางการจีนอาจชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อมิให้การเติบโตร้อนแรงเกินไป ล่าสุดการที่ธนาคารจีนเปิดขายตั๋วเงินครั้งใหม่เมื่อ 7 ม.ค.53 โดยให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.04 เป็นครั้งแรกนับแต่ ส.ค.52 โดยไม่มีสิ่งบอกเหตุล่วงหน้า ทำให้นักลงทุนคาดว่าธนาคารกลางกำลังเริ่มดูดซับสภาพคล่องออกจากระบบ และต่อไปอาจใช้มาตรการที่รุนแรงขึ้น (เช่นปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง) เพื่อชะลอการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หลังจากก่อนหน้านี้ ทั้ง นรม.เวินเจียเป่า และ จนท.ระดับสูงของธนาคารกลางระบุว่า จะจับตามองการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันปัญหาเงินเฟ้อและภาวะฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ การคาดการณ์ดังกล่าวสร้างความวิตกให้นักลงทุนทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นว่าความเคลื่อนไหวล่าสุดเป็นเพียงการชะลอการปล่อยสินเชื่อที่มักจะเพิ่มสูงในช่วงต้นปีเท่านั้น ทางการจีนจะยังไม่ยกเลิกมาตรการกระตุ้นจนกว่าจะแน่ใจว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างยั่งยืนแล้ว
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนตัว รมว.กค.ญี่ปุ่น ก็ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในนโยบายรัฐบาลด้วยเช่นกัน โดยหลังจาก นรม.ญี่ปุ่น เลือกนายนาโอโตะ คัง รอง นรม.มาดำรงตำแหน่งแทนนายฮิโรฮิสะ ฟูจิอิ ซึ่งลาออกเนื่องจากปัญหาสุขภาพ เมื่อ 6 ม.ค.53 นายคัง แถลงข่าวครั้งแรกเมื่อ 7 ม.ค.53 ระบุว่าตนต้องการเห็นเงินเยนอ่อนค่าลงกว่าที่เป็นอยู่ (92 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ) น่าจะอยู่ที่ 95 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะช่วยการส่งออก รวมทั้งอาจเพิ่มงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจระลอกใหม่เพื่อป้องกันการเกิดวิกฤตซ้ำ ซึ่งถ้อยแถลงดังกล่าวทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เพราะปกติรัฐบาลจะไม่แทรกแซงการตัดสินใจของธนาคารกลางและไม่ระบุเป้าหมายค่าเงินที่ชัดเจน ขณะที่ค่าเงินเยนในตลาดก็ปรับตัวลดลงหลังถ้อยแถลงดังกล่าว อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์คาดว่าหากรัฐบาลเข้าแทรกแซงค่าเงินในตลาดจริงก็จะไม่สามารถรักษาระดับที่ต้องการได้อย่างยั่งยืน เพราะกลไกตลาดและปัจจัยพื้นฐานโดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ยังเป็นตัวกำหนดที่สำคัญที่สุด
-----------------------------------
ทีมงานคนไทยรักกัน
|