|
รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจต่างประเทศ ปี 2552 และแนวโน้มปี 2553 |
|
วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่รุนแรงที่สุดในรอบ 70 ปี ซึ่งดำเนินมาตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2551 ส่งผลต่อเนื่องจนถึงช่วงครึ่งแรกของปี 2552 ปัญหาฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ซึ่งทำให้เกิดหนี้เสียในสถาบันการเงินของสหรัฐฯ ขยายวงไปถึงสถาบันการเงินยุโรป (โดยเฉพาะอังกฤษ) ทำให้ภาคเศรษฐกิจจริง (real sector) ไม่สามารถได้รับสินเชื่อที่จำเป็นต้องลดการผลิตและจ้างงาน จนการบริโภคลดลงส่งผลย้อนกลันไปยังการผลิตอีก และโดยที่สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของโลก และการบริโภคภาคครัวเรือนมีสัดส่วนถึงร้อยละ 70 ของ GDP ประเทศผู้ส่งออกทั้งในยุโรปและเอเชียล้วนได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ มูลค่าการค้าการลงทุนของโลกลดลงต่อเนื่อง อัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมใหญ่ที่สุด 8 ชาติ ในไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปี 2552 เกือบทั้งหมดขยายตัวติดลบจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งประเทศสำคัญนำมาใช้โดยพร้อมเพรียงกัน ทั้งด้านการลงทุนภาครัฐ การลดภาษีและให้เงินสนับสนุนเพื่อสร้างแรงจูงใจการบริโภค รักษาอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำมาก และอัดฉีดปริมาณเงินเข้าสู่ระบบ ทำให้เศรษฐกิจชะลอการตกต่ำและเริ่มกระเตื้องขึ้นเร็วกว่าที่คาด อัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจไตรมาส 3 ปี 2552 ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ล้วนกลับมาเป็นบวกได้อีกครั้งหลังติดลบต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 2551 ขณะที่จีนสามารถแสดงบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจโลกด้วยการเปลี่ยนมากระตุ้นความต้องการภายในแทนการส่งออก ทำให้รักษาอัตราขยายตัวเป็นบวกมาได้ตลอด อีกทั้งช่วยฉุดการส่งออกของหลายประเทศในภูมิภาคทำให้เศรษฐกิจกระเตื้องเร็วขึ้น ทั้งนี้การที่ประเทศเศรษฐกิจใหม่อย่างจีน อินเดีย บราซิล สามารถรักษาเศรษฐกิจของตนให้เข้มแข็งสวนทางกับประเทศอุตสาหกรรมพัฒนาแล้ว สะท้อนถึงการเริ่มเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจของโลก จากเดิมกระจุกเฉพาะสหรัฐฯ-ยุโรป เริ่มกระจายตัวมาถึงประเทศเศรษฐกิจใหม่ เห็นได้จากการประชุม G-20 ที่มีบทบาทแทน G-8 และการปฏิรูปสถาบันเศรษฐกิจของโลก เช่น IMF และธนาคารโลก ให้ประเทศเศรษฐกิจใหม่มีสิทธิมีเสียงมากขึ้น
แนวโน้มสถานการณ์เศรษฐกิจต่างประเทศ ปี 2553
นักเศรษฐศาสตร์ทุกสำนักคาดการณ์ตรงกันว่าเศรษฐกิจโลกจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกในปี 2553 (ในอัตราที่แตกต่างกันตั้งแต่ร้อยละ 1-2 ถึงร้อยละ 4-5) โดยสหรัฐฯ เป็นผู้นำ ตามมาด้วยยุโรปและญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงหลายประการในปี 2552 ที่จะดำเนินต่อเนื่องในปี 2553 ได้แก่ 1)ปัญหาหนี้ภาครัฐในระดับสูง เนื่องจากการใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือสถาบันการเงิน ทั้งในสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น บางประเทศเช่น กรีซ และไอซ์แลนด์เสี่ยงต่อการล้มละลาย 2)ปัญหาการจ้างงานในประเทศพัฒนาแล้ว เนื่องจากแม้เศรษฐกิจจะกระเตื้องขึ้นแต่ก็ยังต่ำกว่าก่อนเกิดวิกฤต ภาคธุรกิจยังชะลอการผลิตและจ้างงาน ซึ่งจะทำให้การบริโภคมีปัญหา วงจรเศรษฐกิจไม่สามารถหมุนเวียนตามปกติ 3)ปัญหาการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากสหรัฐฯ อัดฉีดเงินจนท่วมตลาดและรักษาอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำมาก ตลอดจนขาดดุลงบประมาณอย่างสูงทำให้ความเชื่อมั่นตกต่ำ ส่งผลให้ค่าเงินอ่อนลงต่อเนื่องกระทบต่อการส่งออกของประเทศอื่น รวมทั้งถูกซ้ำเติมด้วยการทำ dollar carry-trade นอกจากนี้ยังมีปัญหาภายในของประเทศอื่น ๆ อีก เช่น ปัญหาเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไปของจีน และปัญหาเงินฝืดในญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวไม่น่าจะขยายตัวจนทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจระลอก 2 เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาด การจ้างงานดีขึ้น สถาบันการเงินเริ่มคืนเงินที่ได้รับการช่วยเหลือ และประธานาธิบดีโอบามาประกาศมาตรการกระตุ้นการจ้างงานระลอกใหม่ โดยใช้เงินเหลือจ่ายจากโครงการช่วยเหลือสถาบันการเงิน ซึ่งน่าจะช่วยให้การจ้างงานเพิ่มขึ้น วงจรเศรษฐกิจเริ่มหมุนอีกครั้ง และรัฐเก็บรายได้ได้เพิ่มขึ้นบรรเทาปัญหาขาดดุลงบประมาณ
ขณะเดียวกันเศรษฐกิจที่ฟื้นเร็วกว่าคาดก็ทำให้ความเชื่อมั่นต่อดอลลาร์สหรัฐกลับคืนมา รวมทั้งคาดว่าอัตราคาดว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ จะปรับขึ้นเร็วกว่าคาดด้วย ทำให้ดอลลาร์สหรัฐเริ่มมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น (แต่ขณะเดียวกันก็จะทำให้นักลงทุนไม่เข้าเก็งกำไรในสินค้าโภคภัณฑ์มาก จนทำให้ราคาสินค้าดังกล่าวในตลาดโลกสูงขึ้นตามที่คาดไว้ก่อนหน้า) เศรษฐกิจประเทศอื่น ๆ จะเริ่มได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของสหรัฐฯ ทำให้ปัญหาว่างงานและขาดดุลงบประมาณบรรเทาลง แม้บางประเทศในยุโรปอาจประสบปัญหาหนักแต่ก็จะไม่ขยายตัวส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกเพราะมีขนาดเศรษฐกิจเล็ก อนึ่ง ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองในปี 2553 ยังอยู่ที่การปรับสมดุลเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งฝ่ายแรกพยายามผลักดันให้จีนปรับค่าเงินเพื่อส่งออกน้อยลงนำเข้ามากขึ้น อันจะกระทบต่อการส่งออกของประเทศต่าง ๆ ในวงกว้าง
------------------------------
ทีมงานคนไทยรักกัน
|