เข้าสู่ระบบคนไทยรักกัน



ผู้ใช้งานขณะนี้

เรามี 8 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Civil Garuda on Facebook

ป้ายโฆษณา

จำนวนผู้เข้าชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้345
mod_vvisit_counterเมื่อวาน383
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้3035
mod_vvisit_counterเดือนนี้6993
mod_vvisit_counterทั้งหมด374040

โฆษณาโดย Google

รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจต่างประเทศ 29 ม.ค. - 4 ก.พ. ปี 2553

         แม้ที่ประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่ดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ระหว่าง 27-31 ม.ค.53 จะอภิปรายอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการปฏิรูประบบสถาบันการเงินป้องกันมิให้เกิดความเสี่ยงที่นำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจซ้ำอีก แต่ยังมีความเห็นแตกต่างกันระหว่างภาครัฐ/หน่วยงานกำกับดูแลกับภาคธุรกิจการเงิน ว่า ควรควบคุมอย่างไรมิให้กระทบต่อการแข่งขัน ที่ประชุมจึงไม่สามารถบรรลุข้อตกลงสำคัญเป็นรูปธรรมใด ๆ ได้  สาเหตุอีกประการน่าจะมาจากขาดการผลักดันของฝ่ายการเมือง  ซึ่งการประชุมในปีนี้ผู้นำประเทศเข้าร่วมน้อยกว่าที่ผ่านมา (สหรัฐฯ ส่งเพียงระดับ หน.ที่ปรึกษาเศรษฐกิจ)  อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมเห็นพ้องกันว่าเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน แต่ยังเปราะบางและไม่สม่ำเสมอ โดยประเทศเศรษฐกิจใหม่ฟื้นตัวเร็วที่สุด ตามมาด้วยสหรัฐฯ และยุโรปล่าช้าที่สุด  ซึ่งปัจจัยสำคัญที่จะเกื้อกูลการฟื้นตัวโดยรวมได้แก่ การสร้างงาน และการเปิดเสรีทางการค้า
         ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวมของโลกมีแนวโน้มดีขึ้น หลังจากสหรัฐฯ รายงานเมื่อ 29 ม.ค.53 ว่า อัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปี 2552 อยู่ที่ร้อยละ 5.7 เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าที่คาดและสูงที่สุดในรอบ 6 ปี โดยมีปัจจัยหลักมาจากการส่งออก (ขยายตัวร้อยละ 18.1) และการลงทุนภาคเอกชน (ร้อยละ 13.3) แม้อัตราขยายตัวรวมตลอดปี 2552 จะติดลบร้อยละ 2.4 มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2489  นอกจากนี้ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจห้วง ม.ค.53 ก็เพิ่มขึ้นจาก 87.7 จุด เมื่อเดือนก่อนหน้าเป็น 61.5 จุด สูงสุดในรอบ 4 ปี  และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคห้วงเดือนเดียวกันก็เพิ่มจาก 72.5 จุด เป็น 74.4 จุด  ขณะที่ดัชนีชี้วัดกิจกรรมภาคบริการห้วง ม.ค.53 ก็กลับมาขยายตัว (ตัวเลขเกิน 50 จุด) อีกครั้งอยู่ที่ 50.5 จุด จาก 49.8 จุดเมื่อเดือนก่อนหน้า  ทั้งนี้เชื่อว่ามาตรการกระตุ้นการจ้างงานล่าสุดมูลค่า 33,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะช่วยแก้ปัญหาการว่างงานที่สูงถึงร้อยละ 10 ให้กระเตื้องขึ้นได้ โดยรัฐจะให้ธุรกิจสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อทุกตำแหน่งที่จ้างใหม่ในปี 2553 และมุ่งเป้าไปที่ธุรกิจรายย่อยโดยจำกัดเพดานการลดหย่อนได้ไม่เกินบริษัทละ 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ
         ส่วนในเขตเศรษฐกิจสำคัญอื่น ๆ ยังคงปรากฏสัญญาณการฟื้นตัวซึ่งมีการผลิตเป็นตัวนำ โดยในญี่ปุ่น ผลผลิตอุตสาหกรรมช่วง ธ.ค.52 เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 จากเดือนก่อนหน้า เพิ่มเป็นเดือนที่ 10 ติดต่อกัน  ขณะที่อัตราการว่างงานเดือนเดียวกันก็ลดลงจากร้อยละ 5.2 อยู่ที่ร้อยละ 5.1  อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อเดือน ธ.ค.52 ก็ยังลดลงร้อยละ 1.3 ลดลงเป็นเดือนที่ 10 ติดต่อกัน  อนึ่ง ปัญหาการเรียกคืนรถยนต์เนื่องจากปัญหาความปลอดภัยของบริษัทโตโยต้าและฮอนด้าในหลายภูมิภาคทั่วโลก นอกจากจะกระทบต่อการส่งออกในระยะเฉพาะหน้าแล้ว ยังส่งผลทางลบต่อความน่าเชื่อถือของอุตสาหกรรมญี่ปุ่นในระยะยาวด้วย
         ขณะที่ทางด้านของกลุ่มประเทศผู้ใช้เงินยูโร (eurozone) 16 ชาติ ก็ยังปรากฏการฟื้นตัวอย่างช้า ๆ โดยดัชนีความเชื่อมั่นภาคเอกชน (PMI) ในภาคการผลิตห้วง ม.ค.53 เพิ่มขึ้นจาก 51.6 จุด ในเดือนก่อนหน้าเป็น 52.4 จุด ขยายตัวเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน  ขณะที่ PMI ในภาคบริการเดือนเดียวกันแม้จะลดลงจาก 53.6 จุด เมื่อเดือนก่อนหน้าเหลือ 52.5 จุด แต่ก็ยังขยายตัวเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน  ขณะเดียวกันแม้อัตราการว่างงานห้วง ธ.ค.52 จะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 10 สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2541 แต่ก็อยู่ในระดับต่ำกว่าที่คาด อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อเดือน ม.ค.53 เพิ่มขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 1 สูงสุดในรอบ 11 เดือน และมูลค่าการค้าปลีกห้วง ธ.ค.52 ยังไม่หดตัวโดยคงที่ที่ร้อยละ 0 บ่งชี้ว่าการตกต่ำของการบริโภคภาคครัวเรือนน่าจะไม่เลวร้ายมากอย่างที่คาดก่อนหน้า
         อนึ่ง หลังจากทางการจีนส่งสัญญาณชัดเจนขึ้นว่าจะเริ่มใช้มาตรการชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในของตนมิให้ร้อนแรงเกินไปจนเกิดภาวะฟองสบู่ ประเทศในภูมิภาคเริ่มแสดงท่าทีปรับตัวเพื่อรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการปรับนโยบายดังกล่าว  โดยธนาคารกลางออสเตรเลียตัดสินใจเมื่อ 2 ก.พ.53 คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ร้อยละ 3.75 เช่นเดิม  หลังจากขึ้นดอกเบี้ยมาแล้ว 3 ครั้งตั้งแต่ ต.ค., พ.ย. และ ธ.ค.52 สร้างความประหลาดใจแก่นักลงทุน ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่าเพื่อเตรียมรับผลกระทบจากการชะลอการเติบโตของจีนที่อาจทำให้การส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ของออสเตรเลียไปยังจีนซึ่งเป็นตลาดหลักต้องลดลง  ออสเตรเลียจึงต้องชะลอการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นไว้ก่อนมิให้กระทบต่ออัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจของตน  ขณะที่ธนาคารกลางอินเดียก็ประกาศเมื่อ 29 ม.ค.53 คงอัตราดอกเบี้ยไว้ตามเดิมแต่เพิ่มอัตราเงินสดสำรองของธนาคารพาณิชย์จากร้อยละ 5.0 เป็นร้อยละ 5.75 เพื่อป้องกันการปล่อยสินเชื่อมากเกินไป อันเนื่องมาจากมาตรการผ่อนคลายกระตุ้นเศรษฐกิจ จนอาจนำไปสู่ความเสี่ยงเกิดภาวะฟองสบู่เช่นเดียวกับจีน


-----------------------------------
ข้อมูล : ทีมงานคนไทยรักกัน

 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

Konthairakkan on Twitter

ป้ายโฆษณา

ร่วมแบ่งปัน คนไทยรักกัน

AddThis Social Bookmark Button

โฆษณาโดย Google

JoomlaWatch 1.2.12 - Joomla Monitor and Live Stats by Matej Koval
CopyRight Konthairakkan.com 2009 All Right Reserved.