เข้าสู่ระบบคนไทยรักกัน



ผู้ใช้งานขณะนี้

เรามี 7 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Civil Garuda on Facebook

ป้ายโฆษณา

จำนวนผู้เข้าชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้345
mod_vvisit_counterเมื่อวาน383
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้3035
mod_vvisit_counterเดือนนี้6993
mod_vvisit_counterทั้งหมด374040

โฆษณาโดย Google

รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจต่างประเทศ 3 - 9 ก.ย. ปี 2553

แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกยังคงชัดเจนขึ้นโดยลำดับ แม้คงยังไม่ถึงขั้นเกิดวิกฤตระลอกสอง โดยรายงานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เมื่อ 9 ก.ย.53 ปรับลดตัวเลขอัตราขยายตัว GDP เฉลี่ยของประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ชาติในครึ่งหลังของปี 2553 จากร้อยละ 1.75 เหลือร้อยละ 1.5 โดยระบุว่าการบริโภคภายในประเทศซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญของเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วจะยังไม่เติบโตในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากปัญหาว่างงานและราคาบ้านตกต่ำ  รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจที่ขยายตัวในอัตราต่ำกับปัญหาหนี้สาธารณะในหลายประเทศ ยังเป็นปัจจัยลบต่อระบบสถาบันการเงินและการปล่อยสินเชื่อแก่ภาคครัวเรือน  อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวยังระบุว่าการประเมินมีความไม่แน่นอนสูง เพราะยังไม่ชัดเจนว่าการชะลอตัวเป็นเพียงสัญญาณชั่วคราวหรือเป็นปัญหาพื้นฐานระยะยาว หากเป็นเพียงสัญญาณชั่วคราว รัฐบาลควรชะลอการยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกไปก่อน เพื่อให้การฟื้นตัวเข้มแข็งจริง หากเป็นปัญหาพื้นฐานรัฐบาลอาจต้องกำหนดมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมระลอกใหม่อีก  ทั้งนี้ เศรษฐกิจโลกยังมีปัจจัยบวกในด้านผลกำไรของภาคเอกชนยังสูง ระบบสถาบันการเงินในประเทศพัฒนาแล้วกลับมามีเสถียรภาพ และระดับสินค้าคงคลังลดต่ำลงซึ่งจะทำให้มีการผลิตเพิ่มขึ้น  สำหรับการประมาณการณ์ตัวเลขอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปี 2553 OECD คาดว่าสหรัฐฯ จะขยายตัวร้อยละ 2.0 และ 1.2 ตามลำดับ  ญี่ปุ่นร้อยละ 0.6 และ 0.7  ส่วนกลุ่มประเทศผู้ใช้เงินยูโร (eurozone) อยู่ที่ร้อยละ 0.4 และ 0.6
             สัญญาณชะลอตัวในประเทศเศรษฐกิจสำคัญยังปรากฏต่อเนื่อง ผลสำรวจดัชนีกิจกรรมทางเศรษฐกิจรวม (composite purchasing managers index) ของกลุ่มประเทศ eurozone โดยสถาบัน Markit Economics ห้วง ส.ค.53 ลดลงอยู่ที่ 56.2 จุด จาก 56.7 จุดเมื่อเดือนก่อนหน้า โดยดัชนีภาคการผลิตลดลงจาก 56.7 จุด เหลือ 55.1 จุด  แต่ดัชนีภาคบริการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 55.8 จุด เป็น 55.9 จุด  ขณะที่มูลค่าการค้าปลีกห้วงเดือนเดียวกันก็ขยายตัวเพียงร้อยละ 0.1 ต่ำกว่าที่คาด  ส่วนทางด้านของสหรัฐฯ รายงานภาวะเศรษฐกิจของธนาคารกลาง (Beige Book) เมื่อ 8 ก.ย.53 ระบุว่า แม้โดยทั่วไปเศรษฐกิจยังขยายตัว แต่ก็มีสัญญาณอย่างกว้างขวางว่ามีอัตราที่ช้าลง โดยใน 12 เขตรับผิดชอบของธนาคารกลาง มี 5 เขตที่กิจกรรมเศรษฐกิจชะลอลง เพิ่มขึ้นจาก 2 เขตเมื่อต้น ก.ค.53  ขณะที่อัตราการว่างงานห้วง ส.ค.53 ก็เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 9.6 จากร้อยละ 9.5 เมื่อเดือนก่อนหน้า และผลสำรวจดัชนีกิจกรรมภาคบริการของ Institute for Supply Management ห้วง ส.ค.53 ก็ขยายตัวลดลงเหลือร้อยละ 51.5 จากร้อยละ 54.3 เมื่อเดือนก่อนหน้าเช่นกัน  อย่างไรก็ดี ตัวเลขบางรายการยังมีสัญญาณบวกบ้าง เช่น มูลค่าการขาดดุลการค้าห้วง ก.ค.53 ลดลงร้อยละ 14 ต่ำสุดนับแต่ ก.พ.52 และตัวเลขผู้ขอรับความช่วยเหลือการว่างงานครั้งแรกรอบสัปดาห์ห้วง 29 ส.ค.-4 ก.ย.53 ก็ลดลงเป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกัน อยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ต้น ก.ค.53
             แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะในสหรัฐฯ ทำให้หลายประเทศพิจารณามาตรการรองรับ  โดยธนาคารกลางญี่ปุ่นประกาศเมื่อ 7 ก.ย.53 คงอัตราดอกเบี้ยไว้ระดับต่ำมากที่ร้อยละ 0.1 ต่อไป รวมทั้งระบุว่าพร้อมจะออกมาตรการการเงินเพิ่มเติมช่วยมาตรการกระตุ้นของรัฐบาลอีกหลังจากประกาศไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เช่นเดียวกับธนาคารกลางออสเตรเลียที่ประกาศวันเดียวกัน คงอัตราดอกเบี้ยที่ร้อยละ 4.5 ต่อเป็นเดือนที่ 4 แม้ที่ผ่านมาเศรษฐกิจขยายตัวในอัตราสูง แต่รายงานของธนาคารระบุว่าต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก  ทางด้านสหรัฐฯ เองก็เริ่มทยอยประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระลอกใหม่ ซึ่งประธานาธิบดีโอบามาแถลงเมื่อ 6 และ 8 ก.ย.53 ประกอบด้วย มาตรการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใน 6 ปีข้างหน้า โดยการซ่อม-สร้างถนน ทางรถไฟ และทางวิ่งสนามบิน มาตรการให้สินเชื่อภาษีถาวรให้แก่ธุรกิจด้านการวิจัยและพัฒนามูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใน 10 ปีข้างหน้า และมาตรการยกเว้นภาษีให้แก่ธุรกิจขนาดกลาง-ขนาดเล็กอีก 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยังไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งระบุว่ามาตรการกระตุ้นระลอกแรกก็ยังไม่ได้ผล อีกทั้งไม่ต้องการให้พรรคเดโมแครตได้ความนิยมจากประชาชนในช่วงก่อนเลือกตั้งกลางสมัยของฝ่ายนิติบัญญัติ ใน 2 พ.ย.53
 

13 กันยายน 2553

-------------------------------------
    ข้อมูล : ทีมงานคนไทยรักกัน

 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

Konthairakkan on Twitter

ป้ายโฆษณา

โฆษณาโดย Google

JoomlaWatch 1.2.12 - Joomla Monitor and Live Stats by Matej Koval
CopyRight Konthairakkan.com 2009 All Right Reserved.