เข้าสู่ระบบคนไทยรักกัน



ผู้ใช้งานขณะนี้

เรามี 6 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Civil Garuda on Facebook

ป้ายโฆษณา

จำนวนผู้เข้าชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้345
mod_vvisit_counterเมื่อวาน383
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้3035
mod_vvisit_counterเดือนนี้6993
mod_vvisit_counterทั้งหมด374040

โฆษณาโดย Google

รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจต่างประเทศ 8 – 14 ม.ค. ปี 2553

         ความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในการประชุมประจำไตรมาสแรกปี 2553 ของธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ (Bank for International Settlement-BIS) ที่บาเซิล สวิตเซอร์แลนด์ ระหว่าง 9-10 ม.ค.53 ที่ประชุมซึ่งประกอบด้วยผู้ว่าการธนาคารกลางและผู้บริหารธนาคารพาณิชย์จากประเทศเศรษฐกิจสำคัญเห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงกำลังฟื้นตัวชัดเจน  หลังจากการประชุมครั้งก่อนหน้าระบุแต่เพียงว่าเศรษฐกิจหยุดตกต่ำแล้ว  ทั้งนี้ที่ประชุมระบุด้วยว่าการฟื้นตัวดังกล่าวเป็นผลจากการขยายตัวของประเทศเศรษฐกิจใหม่ (Emerging Economies) แต่ยังเตือนว่าต้องระวังความเสี่ยงจากปัญหาเงินเฟ้อ  นอกจากนี้เมื่อ 8 ม.ค.53 องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ยังเผยแพร่ตัวเลขดัชนีชี้นำภาวะเศรษฐกิจรวม (composite leading indicator) ของประเทศอุตสาหกรรมที่เป็นสมาชิก 30 ชาติ ห้วง พ.ย.52 ซึ่งเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 102.3 จุด จาก 101.4 จุด เมื่อ ต.ค.52 และตัวเลขของประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ชาติก็ล้วนเพิ่มขึ้น สะท้อนการฟื้นตัวโดยลำดับ  โดยของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 6.8 จุดจากช่วงเดียวกันของปี 51  กลุ่ม eurozone เพิ่มขึ้น 10.9 จุด  ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 5.4 จุด  นอกจากนี้ประเทศเศรษฐกิจใหม่ เช่น จีน และอินเดีย ก็เพิ่มขึ้น 7.6 และ 4.3 จุด ตามลำดับ
         อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่เผยแพร่ในสัปดาห์นี้ยังน่ากังวลทั้งด้านการจ้างงาน การบริโภค และปัญหาขาดดุลงบประมาณ-ดุลการค้า โดยตัวเลขการเลิกจ้าง ห้วง ธ.ค.52 อยู่ที่ 85,000 ตำแหน่ง ซึ่งสูงกว่าที่คาดแม้อัตราว่างงานยังคงที่ที่ร้อยละ 10.0  ขณะที่ตัวเลขการปล่อยสินเชื่อเพื่อการบริโภคของสถาบันการเงิน ห้วง พ.ย.52 ก็ลดลงร้อยละ 8.5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ลดลงเป็นเดือนที่ 10 ติดต่อกัน (นานที่สุดเป็นประวัติการณ์) นอกจากนี้การขาดดุลการค้าห้วงเดือนเดียวกันยังเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.7 อยู่ที่ 36,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากแม้การส่งออกจะขยายตัวร้อยละ 0.9 เป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกันตามการฟื้นตัวของประเทศคู่ค้า แต่การนำเข้าขยายตัวมากกว่าที่ร้อยละ 2.6 เนื่องจากราคาและความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น  ขณะที่การขาดดุลงบประมาณห้วง ธ.ค.52 ก็เพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 91,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ขาดดุลเดือนที่ 15 ติดต่อกัน) เนื่องจากรัฐใช้จ่ายมากขึ้นในการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่จัดเก็บรายได้ได้น้อยลง
         ในทางตรงกันข้าม ตัวเลขเศรษฐกิจของจีนกลับบ่งชี้การขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยการจัดเก็บรายได้ปี 2552 ของจีนเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.7 อยู่ที่ประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ  ขณะที่การส่งออกห้วง ธ.ค.52 เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.7 จากช่วงเดียวกันของปี 2551 เป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 14 เดือน (ตัวเลขเปรียบเทียบปีต่อปี) และมูลค่าการส่งออกดังกล่าวทำให้จีนกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลกแทนที่เยอรมนี  ส่วนการนำเข้าห้วงเดือนเดียวกันก็เพิ่มขึ้นร้อยละ 55.9 บ่งชี้ว่าการผลิต-การบริโภค-การลงทุนภายในยังขยายตัว  อย่างไรก็ตาม มีความน่าห่วงกังวลมากขึ้นเป็นลำดับว่าการขยายตัวดังกล่าวจะร้อนแรงเกินไป เห็นได้จากการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินในสัปดาห์แรกของปี 2553 สูงถึง 600,000 ล้านหยวน (88,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สูงกว่าตัวเลขเดือน ต.ค. และ พ.ย.52 รวมกัน  แนวโน้มดังกล่าวซึ่งดำเนินต่อเนื่องยังผลให้ธนาคารกลางจีนประกาศเมื่อ 12 ม.ค.53 ให้ธนาคารพาณิชย์เพิ่มอัตราเงินทุนสำรองร้อยละ 0.5 ตั้งแต่ 18 ม.ค.53 เป็นต้นไป เพื่อชะลอการปล่อยสินเชื่อที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะฟองสบู่และปัญหาเงินเฟ้อ โดยเป็นการปรับเพิ่มครั้งแรกนับแต่ มิ.ย.50 ความเคลื่อนไหวดังกล่าวค่อนข้างสร้างความวิตกให้นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราว่า จีนเริ่มจะชะลอการขยายตัวทางเศรษฐกิจของตนแล้ว  อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ รมว.กค.จีนระบุหลังการประชุมกำหนดนโยบาย เมื่อ 10 ม.ค.53 ว่า รัฐบาลจะยังใช้มาตรการการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปในปี 2553
         ขณะเดียวกัน การฟื้นตัวของประเทศเศรษฐกิจสำคัญอื่น ๆ ก็ยังมิได้เป็นไปโดยราบรื่น โดยในญี่ปุ่นแม้ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของธุรกิจภาคบริการ (service sentiment index) ห้วง ธ.ค.52 จะเพิ่มขึ้น 1.5 จุด อยู่ที่ 35.4 แต่ขณะเดียวกันภาคเอกชนยังระมัดระวังในการขยายธุรกิจ ยอดการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ห้วงเดือนเดียวกันลดลงร้อยละ 1.0 จากช่วงเดียวกันของปี 2551 นับเป็นการลดลงครั้งแรกนับแต่ ม.ค.49 และคำสั่งซื้อเครื่องจักรของภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด (core machinery order) ห้วง พ.ย.52 ลดลงร้อยละ 11.3 ต่ำที่สุดนับแต่เริ่มเก็บตัวเลขในปี 2530 ส่วนในยุโรปยังเผชิญปัญหาการว่างงาน โดยตัวเลขดังกล่าวของกลุ่มประเทศผู้ใช้เงินยูโร 16 ชาติ (eurozone) ห้วง พ.ย.52 อยู่ที่ร้อยละ 10 สูงสุดในรอบ 11 ปี นอกจากนี้อัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ในไตรมาสที่ 4 ปี 2552 ของเยอรมนีคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 0 ผลผลิตอุตสาหกรรมห้วง พ.ย.52 ของอิตาลีและอังกฤษก็ขยายตัวเพียงร้อยละ 0.2 และ 0.4 ตามลำดับ ทำให้คาดว่าอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจไตรมาสที่ 4 ปี 2552 ของกลุ่ม eurozone อาจจะกลับมาติดลบอีกครั้งหลังจากขยายตัวเป็นบวกได้ในไตรมาสที่ 3 ซึ่งจะทำให้อัตราขยายตัวรวมตลอดทั้งปี 2552 ต้องติดลบไปด้วย
 

-------------------------------
ทีมงานคนไทยรักกัน
 

 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

Konthairakkan on Twitter

ป้ายโฆษณา

ร่วมแบ่งปัน คนไทยรักกัน

AddThis Social Bookmark Button

โฆษณาโดย Google

JoomlaWatch 1.2.12 - Joomla Monitor and Live Stats by Matej Koval
CopyRight Konthairakkan.com 2009 All Right Reserved.