เข้าสู่ระบบคนไทยรักกัน



ผู้ใช้งานขณะนี้

เรามี 6 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Civil Garuda on Facebook

ป้ายโฆษณา

จำนวนผู้เข้าชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้345
mod_vvisit_counterเมื่อวาน383
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้3035
mod_vvisit_counterเดือนนี้6993
mod_vvisit_counterทั้งหมด374040

โฆษณาโดย Google

รายงานสถานการณ์ด้านสังคม ปี 2552 และแนวโน้มปี 2553

         ในรอบปี 2552 การเคลื่อนไหวของราษฎรและกลุ่มพลัง ที่แสดงออกถึงบทบาทการดูแลรักษาผลประโยชน์ของกลุ่ม การมีส่วนร่วมในการคุ้มครองพิทักษ์รักษาทรัพยากรในชุมชน รวมถึงการตรวจสอบการทำงานและนโยบายของรัฐบาล  ปรากฏอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค โดยมีรูปแบบการใช้ความรุนแรงปิดถนน/ปิดล้อมสถานที่ รวมถึงการเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มที่มีความเห็นแตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่พยายามเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังไม่ให้มีการกระทบกระทั่งและถูกดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อต้องการเร่งให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ที่สำคัญ ได้แก่ ความเดือดร้อนของกลุ่มเกษตรกรจากปัญหาหนี้สินเกษตรกร(การโอนหนี้ผ่านกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร) ปัญหาราคาสินค้าการเกษตรตกต่ำ(ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย ลำไย ลิ้นจี่ กุ้ง น้ำนมดิบ)  รวมถึงผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน(AFTA)
         ความเคลื่อนไหวของกลุ่มพลังที่มีความต่อเนื่องมากที่สุด ได้แก่ การคัดค้านโครงการขนาดใหญ่ ที่เกรงสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (การขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมและโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า)และ ปัญหามลพิษจากการประกอบกิจการ(เหมืองแร่ โรงโม่หิน การกำจัดขยะ การลักลอบปล่อยน้ำเสีย )  รองลงมาคือ ปัญหาของกลุ่มสาขาอาชีพต่างๆ(ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล การขยายกิจการของห้างข้ามชาติ)  ปัญหาของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน(กรณีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างงาน/ปรับปรุงสวัสดิการของกลุ่มลูกจ้าง และสมาชิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ) นอกจากนี้ ยังมีปัญหาอื่นๆ กรณีการเคลื่อนไหวขององค์กรชาวบ้าน(เครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย สลัมสี่ภาค) การจัดสรรสวัสดิการสังคมแก่ผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ และผู้ได้รับผลกระทบจากพิบัติภัย  
         ด้านสถานการณ์ภัยธรรมชาติ ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้างและรัฐบาลยังต้องให้ความสนใจวางแผนปัญหาบริหารจัดการในระยะยาว คือ ปัญหาวิกฤติน้ำแบบซ้ำซาก ทั้งความแห้งแล้ง และน้ำท่วม ในรอบปีที่ผ่านมาเกิดภาวะน้ำท่วมในลักษณะที่เกิดจากฝนตกสะสมติดต่อกัน  ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำสายหลักล้นตลิ่ง และอาจมีน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนพื้นที่การเกษตร ดังที่เกิดขึ้นในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ขณะที่ อาจต้องมีการเฝ้าระวังเพิ่มสูงขึ้นในปัญหาน้ำท่วมแบบฉับพลันจากฝนที่ตกชุกและมีคลื่นลมแรงที่สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือน/เรือประมง และทำให้เกิดการกัดเซาะพังทลายของชายฝั่งเป็นแนวยาว ดังที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้บริเวณชายฝั่งด้านอ่าวไทย  
         สำหรับสถานการณ์ของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ(H1N1) ที่เริ่มเกิดการแพร่ระบาดจากประเทศเม็กซิโกกระจายไปสู่ภูมิภาคอื่นตั้งแต่เมษายน 2552 และเริ่มปรากฏสัญญาณการกลับมาระบาดอีกรอบนั้น ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมเป็นลำดับอย่างเข้มงวด ล่าสุด สธ.อยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียนและควบคุมคุณภาพวัคซีนป้องกันโรคนำเข้า 2 ล้านโดสที่มาถึงไทยแล้วจำนวน 20,000 โดส (และที่เหลือจะมาถึงไทยทั้งหมดในมกราคม 2553 ) คาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มฉีดวัคซีนเข็มแรกได้ใน 11 มกราคม 2553 
 

แนวโน้มสถานการณ์ด้านสังคม ปี 2553

         จากภาวะเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์การเมืองในประเทศ ที่ยังเป็นปัญหา รวมทั้งบทบาทการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนที่มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น คาดว่ารัฐบาลอาจต้องเผชิญกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพลังที่อาจส่งผลกระทบค่อนข้างมากในอนาคต ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มชาวนาที่เกรงได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน(AFTA) ที่จะมีผลบังคับใช้ใน 1 มกราคม 2553 โดยข้าวจะเป็นสินค้าเกษตรที่อาจได้รับผลกระทบอย่างมาก เนื่องจากยังมีปัญหาเกี่ยวกับโครงการความช่วยเหลืออยู่ ขณะที่ การเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการขนาดใหญ่อาจเป็นประเด็นที่จะสร้างความขัดแย้งในสังคมให้ขยายวงกว้างมากขึ้น เนื่องจากปรากฏการเชื่อมโยงเครือข่ายกลุ่มคัดค้านโครงการขนาดใหญ่ไปในหลายพื้นที่ ซึ่งบางส่วนได้รับการหนุนเกื้อหรือมีโอกาสถูกแสวงประโยชน์จากกลุ่มพลังทางเมือง อาทิ กลุ่มโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า  
         ส่วนปัญหามลพิษในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ยังเป็นปัญหาสำคัญที่ไม่มีแนวโน้มจะได้ข้อยุติ แม้รัฐบาลจะพยายามแสวงหาช่องทางเพื่อยุติปัญหา ลดความขัดแย้ง และบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างนักลงทุนกับภาคประชาชนผู้ได้รับผลกระทบมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่ทำให้ปัญหาดังกล่าวยังคงตึงเครียดต่อไป เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นมีความซับซ้อน มูลค่าการลงทุนมหาศาล และมีกลุ่มอิทธิพลในพื้นที่ดูแลผลประโยชน์อยู่ ซึ่งทำให้การแก้ไขปัญหาไม่คืบหน้าและการประเมินความเสียหายบางส่วนมีความคลาดเคลื่อน รวมทั้งการรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ที่ผ่านมาไม่ได้มีการกลั่นกรองนำมาสรุปเป็นข้อเสนอแนะ / ทางเลือกเพื่อประกอบการตัดสินแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม
 

-----------------------------------
 

ทีมงานคนไทยรักกัน

 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

Konthairakkan on Twitter

ป้ายโฆษณา

ร่วมแบ่งปัน คนไทยรักกัน

AddThis Social Bookmark Button

โฆษณาโดย Google

JoomlaWatch 1.2.12 - Joomla Monitor and Live Stats by Matej Koval
CopyRight Konthairakkan.com 2009 All Right Reserved.