|
รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจต่างประเทศ พ.ย. ปี 2552 |
|
ขณะที่เศรษฐกิจโลกซึ่งยังฟื้นตัวจากวิกฤตอย่างช้า ๆ เริ่มมีความกังวลมากขึ้นว่ามาตรการกระตุ้นที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ นำมาใช้อาจนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ในตลาดหลักทรัพย์ สินค้าโภคภัณฑ์ และอสังหาริมทรัพย์ในอนาคตอันใกล้ โดยนาย Robert Zoellick ประธานธนาคารโลก ออกจดหมายเปิดผนึก เมื่อ 24 พ.ย.52 ระบุว่า แม้มาตรการกระตุ้นด้วยการลงทุนภาครัฐ ลดอัตราดอกเบี้ย และอัดฉีดปริมาณเงินเข้าระบบจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้จริง แต่ก็ส่งผลข้างเคียงส่อเค้าเกิดภาวะฟองสบู่ เห็นได้จากราคาอสังหาริมทรัพย์ในเอเชียที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ผันผวนจากการเก็งกำไร และราคาทองคำที่เพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่อง
นาย Zoellick เรียกร้องให้กลุ่ม G-20 แสวงหามาตรการป้องกันก่อนฟองสบู่จะแตก นำไปสู่วิกฤตรอบใหม่หลังปี 2553 โดยยกตัวอย่างว่าหากไม่สามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพราะเกรงจะกระทบต่อการฟื้นตัว ก็อาจใช้มาตรการอื่น ๆ เช่น การจำกัดเพดานสินเชื่อโครงการอสังหาริมทรัพย์ หรือควบคุมการเก็งกำไรในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนี้บันทึกการประชุมคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เมื่อ 3-4 พ.ย.52 ซึ่งเผยแพร่เมื่อ 24 พ.ย.52 ก็ยอมรับว่าการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ระดับต่ำมากเช่นนี้ จะทำให้เกิดความเสี่ยงในการเก็งกำไรในตลาดเงินมากเกินไป แต่ประเมินแล้วความเสี่ยงดังกล่าวยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ธนาคารจะยังรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อไปจนถึงต้นปี 2553 เป็นอย่างน้อย
สำหรับสถานการณ์การฟื้นตัวในประเทศเศรษฐกิจสำคัญนั้น ในสหรัฐฯ มีการปรับตัวเลขอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 ปี 2552 จากเดิมร้อยละ 3.5 (เมื่อ ต.ค.52) เหลือร้อยละ 2.8 เนื่องจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคต่ำกว่าที่ประเมินไว้ แต่อย่างไรก็ดียังคงเป็นการขยายตัวเป็นบวกครั้งแรกหลังจากติดลบต่อเนื่องกัน 4 ไตรมาส และเป็นอัตราสูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ปี 2550 ขณะเดียวกันตัวเลขเศรษฐกิจในรอบสัปดาห์ยังมีแนวโน้มไปในทางบวก โดยการใช้จ่ายของผู้บริโภคห้วง ต.ค.52 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7 หลังจากติดลบร้อยละ 0.6 เมื่อเดือนก่อนหน้า ขณะที่ตัวเลขผู้ขอรับความช่วยเหลือการว่างงานครั้งแรกในรอบสัปดาห์ก็ลดลงเป็นสัปดาห์ที่ 4 ต่อเนื่องกัน อยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบ 14 เดือน และยอดขายบ้านมือสองห้วง ต.ค.52 เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 สูงสุดตั้งแต่ ก.พ.50 แต่ยอดการสั่งซื้อสินค้าคงทนห้วงเดือนเดียวกันลดลงร้อยละ 0.6 หลังจากเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.0 เมื่อเดือนก่อนหน้า
ส่วนในญี่ปุ่น การส่งออกยังเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดให้เศรษฐกิจฟื้นตัว โดยการส่งออกห้วง ต.ค.52 เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 จากเดือนก่อนหน้า เพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2552 ก็กระเตื้องขึ้นจากติดลบร้อยละ 30.6 เมื่อ ก.ย.52 เหลือติดลบร้อยละ 23.2 เป็นผลจากการฟื้นตัวของประเทศที่เป็นตลาดหลักในเอเชียรวมทั้งในสหรัฐฯ ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นออกรายงานภาวะเศรษฐกิจห้วง พ.ย.52 ประเมินว่าเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น นับเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน แต่ยังคงระมัดระวังเกี่ยวกับการฟื้นตัวโดยก่อนหน้านี้มีมติรักษาอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ร้อยละ 0.1 ต่อไป อย่างไรก็ตาม รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงเรียกร้องให้ธนาคารกลางเพิ่มมาตรการรับมือกับปัญหาเงินฝืดที่ส่อเค้ากลับมารุนแรงอีกครั้ง ทำให้คาดว่าธนาคารกลางอาจใช้มาตรการอัดฉีดเงินเข้าระบบมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ ขณะที่ทางด้านของสหภาพยุโรป คำสั่งซื้อสินค้าอุตสาหกรรม ห้วง ก.ย.52 ในกลุ่มผู้ใช้เงินยูโร 16 ชาติ (Eurozone) เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยคำสั่งซื้อสินค้าคงทนเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 สินค้าทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 และสินค้าผู้บริโภคอื่น ๆ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่รวมคำสั่งซื้อสินค้าประเภทชิ้นส่วนอากาศยาน รถไฟ เรือ ซึ่งผันผวนง่าย คำสั่งซื้อสินค้าอุตสาหกรรมในช่วงดังกล่าวยังคงติดลบร้อยละ 1.2
อนึ่ง ในรอบสัปดาห์ ตลาดเงินตลาดทุนในยุโรป-สหรัฐฯ ได้รับผลกระทบจากกรณีรัฐบาลดูไบประกาศ เมื่อ 25 พ.ย.52 จะขอความร่วมมือเจ้าหนี้หยุดพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยของกองทุน Dubai World กองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐบาล และบริษัท Nakheel บริษัทอสังหาริมทรัพย์ในสังกัดเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน เนื่องจากจะมีการปรับโครงสร้างการบริหารกองทุนดังกล่าว สร้างความวิตกอย่างมากเกี่ยวกับความสามารถในการชำระหนี้ของรัฐบาลดูไบ ซึ่งปัจจุบันมีหนี้ภาครัฐและเอกชนรวมกันกว่า 80,000-90,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นสัดส่วนต่อหัวสูงที่สุดในโลก) โดยเป็นหนี้ของกองทุน Dubai World ประมาณร้อยละ 50 หากกองทุนดังกล่าวผิดนัดชำระหนี้หรือไม่สามารถชำระหนี้ได้จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อเจ้าหนี้ ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน-กองทุนในประเทศ ตต.ที่ซื้อตราสารหนี้ของกองทุนดังกล่าวไว้ ตลอดจนกระทบต่อธุรกิจที่กองทุน Dubai World ถือหุ้นในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐาน-ท่าเรือ-อสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอดูว่ารัฐบาลอาบูดาบี ซึ่งเป็นแกนหลักของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และมีรายได้สูงจากน้ำมันจะเข้าช่วยเหลือรัฐบาลดูไบในกรณีนี้หรือไม่ และกรณีดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่าวิกฤตเศรษฐกิจโลกยังไม่คลี่คลายเข้าสู่ภาวะที่วางใจได้
-----------------------------------
ทีมงานคนไทยรักกัน
|