| จอมทัพนักพัฒนา เพื่อความผาสุกของประชาชน |
|
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับพระราชกรณียกิจเพื่อปวงชนชาวไทย...
อาชีพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคืออะไร? หลายคนคงจะตอบไม่ได้ ขณะไปจดทะเบียนมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงตำแหน่งองค์นายกมูลนิธิชัยพัฒนานั้น ในฐานะที่ได้รับมอบอำนาจให้ไปจด ทะเบียน ก็กรอกในช่องที่ระบุอาชีพไม่ได้ เมื่อกลับมาได้ กราบบังคมทูลถามพระองค์ ว่า กรอกไม่ได้ ไม่ทราบจะใส่ว่าอย่างไร พระองค์ รับสั่งกลับมาทันทีว่า "วันหลังใครเขาถามว่า ฉันทำอาชีพอะไร...ให้กรอกไปว่าทำราชการ" การทำราชการหรือทำงานในหน้าที่ของพระองค์ ซึ่งนอกจากพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ และพระราชพิธีนานานัปการแล้วงานที่สำคัญ อย่างยิ่งก็คงเป็นงานพัฒนา ซึ่งทรงใช้เวลาตลอดการครองราชย์อันยาวนาน ทรงทุ่มเททุกอย่าง เพื่องานพัฒนาช่วยเหลือประชาชนให้รอดพ้นจากความยากจน ให้พ้นจากปัญหาอุปสรรคในความเป็นอยู่ ตลอดจนการประกอบอาชีพ รวมถึงการพัฒนาบำรุงรักษา ฟื้นฟูดิน น้ำ ลม ไฟ หรือทรัพยากร ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมของประเทศไทยในส่วนรวมให้มั่นคงแข็งแรง เป็นฐานสำคัญของชาติบ้านเมืองและประชาชน
ถ้าหากจะถามผู้คนส่วนมากในบ้านในเมืองว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวทรงงานเพื่ออะไร ก็คงจะได้รับคำตอบทำนองว่า พระองค์ทรงสงสารประชาชน ทรงอยากช่วยประชาชน ฯลฯ แต่จุดหมายปลายทางในการช่วยให้ผู้คนในแผ่นดินหลุดพ้นจากความยากจนคงไม่มีใครตอบได้ คำตอบนี้ได้รับเมื่อตอนเย็นวันหนึ่ง เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ขณะที่เข้าเฝ้าฯถวายงานอยู่ โดยประทับพับเพียบกับพื้น มีพวกเรานั่งราบอยู่รอบๆพระองค์ ทันใดนั้นพระองค์ทรงชี้ไปที่พระราชอาสน์ และรับสั่งขึ้นว่า "ทำไมพระเจ้าอยู่หัวถึงต้องเหนื่อย ถึงต้องรับภาระ ต้องแบกงานอันหนักอึ้งนี้ไว้" โดยที่ไม่มีอะไรกำหนดให้ทรงต้องเหน็ดเหนื่อยอย่างนั้นเลย รับสั่งต่อไปว่า "ที่ต้องทำอย่างนี้ เพราะประชาชนยังยากจนอยู่ เมื่อเขายากจน เขาก็ขาดอิสรภาพ เสรีภาพ เมื่อเขาไม่มีอิสรภาพ เสรีภาพ เขาจึงเป็นประชาธิปไตยไม่ได้" ด้วยคำตอบโดยตรงจากพระองค์เอง เราจึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ที่ทรงเหนื่อยยาก และทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้พสกนิกรของพระองค์ได้หลุดพ้นจากความยากจน ก็เพื่อสามารถให้ประชาชนเข้าถึงความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงนั่นเอง เพราะตราบใดที่ยังยากจนอยู่ คำว่าประชาธิปไตยที่เรียกหากันอยู่ก็คงจะยังห่างไกลจากตัวประชาชน และสิ่งที่พระองค์ทรงทุ่มเทตลอด 62 ปีนั้น ก็คือให้ประชาชนได้ช่วยตัวเองให้ได้ สามารถเข้าถึงความรู้ต่างๆ ผ่านสถานสาธิต หรือศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งตั้งอยู่ทั่วไป เพื่อคอยบริการประชาชน ทรงพยายามคิดติดตั้งอาวุธทางปัญญาให้กับประชาชน มิใช่ใช้เงินแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่ทว่าหาทางขจัดปัญหาโดยสิ้นเชิง ความเป็นประชาธิปไตยของพระองค์ได้ถูกแสดงให้พวกเราเห็นอยู่ตลอดเวลา รับสั่งอยู่เสมอว่า "ฉันเป็นแค่ที่ปรึกษาของชาติ ไม่มีอำนาจสั่งการแต่ใดๆเลย หากไม่เห็นด้วยก็โต้แย้งได้" ทุกครั้งจะรับสั่งเรียกพวกเรา ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาปรึกษาหารืออยู่เป็นเนืองนิจ พอมีปัญหาอะไร จะมีสำนวนที่ทรงใช้อยู่เป็นประจำคือ "ไปตามพรรคพวกมาปรึกษากันหน่อยซิ" หากเราไม่เห็นด้วยก็ถวายความเห็นได้โดยอิสระ ไม่เคยทรงแสดงพระอาการกริ้วสักครั้ง และถ้าหากบอกเล่าให้ฟังว่า ทรงทำประชาพิจารณ์โดยตรงด้วยพระองค์เองทุกครั้ง ทุกคนคงจะไม่เชื่อ ความจริงพวกเราโดยทั่วไปไม่เข้าใจเองต่างหาก จะเตือนความจำพวกเราสักนิดว่า เราเห็นพระองค์ประทับราบบนพื้นห้อมล้อมด้วยประชาชน มีแผนที่อยู่ในพระหัตถ์ บางที่ฉากที่เห็นดังกล่าวกินเวลานานเป็นชั่วโมงก็มี ขอให้รู้เถิดว่าทรงทำประชาพิจารณ์ พระองค์จะทรงอธิบายในสิ่งที่พระองค์ทรงคิดจะทำให้ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียฟังว่า จะทำอะไรบ้าง จะได้ประโยชน์อย่างไร เสียอย่างไร บางทีต้องเสียบ้างเพื่อได้มาซึ่งผลกำไร ขาดทุน บางครั้งก็เป็นกำไร ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วยก็ทรงรับฟัง หากมีเหตุมีผลก็ทรงเปลี่ยนแปลงปรับปรุงจนตกลงกันได้แล้ว ถึงจะทำโครงการ หากมองลึกลงไปจะเห็นว่าทรงทำประชาพิจารณ์แบบรอบวงเลย เพราะว่า เมื่อประชาชนเห็นตรงกันแล้ว จะรับสั่งในช่วงที่สองกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติทั้งหมด ไม่ว่าผู้ว่าราชการ นายอำเภอ เกษตรจังหวัด ป่าไม้จังหวัด พัฒนาที่ดินจังหวัด ฯลฯ ว่าประชาชนเขาตกลงพร้อมจะทำกันมั้ย? กลุ่มปฏิบัตินี้ก็จะไม่มีปัญหาอะไร พร้อมหน้าพร้อมตากันรับเสร็จ แล้วจะรับสั่งกับฝ่ายนโยบาย เช่น เรียกหา "ถุงเงิน" ตัวผมเองได้รับพระราชทาน ชื่อเรียกงานเล่นๆว่า "ถุงเงิน" เพราะดูแลงบประมาณอยู่ และรับสั่งว่า ประชาชนตกลงแล้ว ฝ่ายปฏิบัติเค้าก็พร้อมจะทำ ฝ่ายนโยบายและงบประมาณจะเห็นดีไหม พอมาระดับนโยบาย จะพระราชทานภาพรวมของโครงการทั้งหมดให้เห็น พร้อมทั้งผลที่คาดหวังในอนาคตให้ทราบด้วย นับว่าทรงทำประชาพิจารณ์แบบบูรณาการสมบูรณ์แบบจริงๆ ซึ่งแม้ส่วนราชการต่างๆ ก็ไม่ได้ทำสมบูรณ์แบบอย่างนี้ นอกจากนั้น พอโครงการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็ยังต้องทำงานติดตามประเมินผล ส่งถวายรายงานเป็นระยะๆ หากมีสิ่งใดขาดตกบกพร่องก็แก้ไขอย่างทันท่วงที นี่คือกระบวนการที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งแม้กระทั่งชื่อก็ให้เปลี่ยนจากโครงการตามพระราชดำริ เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รับสั่งว่า "ชื่อเดิมๆที่เรียกกัน เผด็จการจังเลย ให้เปลี่ยนเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริจะเหมาะสมกว่า" คือจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย สามารถแก้ไขปรับปรุงให้เหมาะสมได้ตลอดเวลา
โครงการทุกโครงการถูกกำชับมิให้ซ้ำซ้อนกับงานของหน่วยราชการ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม ตอนตั้งหน่วยงานเพื่อถวายงานการพัฒนาตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ถึงเริ่มตั้งในสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพราะเป็นที่ประสานของโครงการในทุกกระทรวงที่นั่น และเมื่อแยกเป็นสำนักงานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแล้ว ก็เป็นข้าราชการเก่าของสภาพัฒน์นั่นเอง ที่ถูกตัดโอนย้ายมาอยู่ เช่น ตัวผมเองซึ่งระยะหลังต้องปฏิบัติหน้าที่ทั้งเลขาธิการสภาพัฒน์ และเลขาธิการ กปร.ด้วยซ้ำไป สำหรับพระองค์เอง ทรงระมัดระวังพระองค์เป็นอย่างยิ่งที่จะยึดมั่นอยู่ในหลักทศพิธราชธรรม 10 ประการอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะข้อที่ 10 คือ "อวิโรธนะ" ไม่ยอมทำผิดตัวบทกฎหมาย แม้กระทั่งหลักราชประเพณี ศีลธรรม วัฒนธรรม ไม่ว่าของชาติหรือของท้องถิ่น บางครั้งพวกเรามักจะคิดกันง่ายๆว่า ทำไมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงทำอย่างนั้น ไม่ทรงทำอย่างนี้ ขอทำความเข้าใจกับทุกคนเลยว่า นั่นเป็นเพราะเราใช้อารมณ์ ความอยากของเรากำหนด ซึ่งส่วนมากจะไม่ถูกหลักถูกเกณฑ์ ไม่มีเหตุมีผลแต่ประการใด ผมเคยกราบบังคมทูลถามตรงๆว่า ทำไมไม่ทรงทำอย่างนั้น เพราะบางครั้งสลับซับซ้อนเกินสติปัญญาสามัญชนอย่างเราจะเข้าใจ พระองค์จะทรงอธิบายอย่างละเอียด ซึ่งพอรับฟังที่พระองค์ทรงพระ เมตตาพระราชทานคำอธิบายแล้ว ถึงแจ่มกระ-จ่างว่า ทรงทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะผิดหลักการ ขาดเหตุขาดผล ขัดหลัก การ และจะเสียหายได้
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมพาผู้สื่อข่าวฝรั่งเศส 2 คน จากหนังสือพิมพ์ Figaro เข้าเฝ้าฯสัมภาษณ์ที่ประตูกั้นน้ำบางนรา จังหวัดนราธิวาส เย็นวันนั้นฝนตกหนัก แต่ก็เสด็จฯมาตามเวลา เสด็จขึ้นไปตรวจที่ประตูกั้นน้ำบางนรากลางสายฝนก่อน แล้วจึงเสด็จฯมาที่ศาลาข้างลำน้ำบางนรา พระราชทานน้ำชาให้ผู้สื่อข่าว ผมได้รับพระเมตตาให้ร่วมโต๊ะเสวยด้วย ผู้สื่อข่าว 2 คน ก็กราบบังคมทูลถามโน่นถามนี่ที่เกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาต่างๆ ก็พระราชทานตอบเป็นภาษาฝรั่งเศส ที่พระองค์ทรงถนัดอยู่แล้ว ตอนท้ายฝรั่งเค้าถามปัญหาเรื่องการเมือง ตอนนั้นจำได้ว่าเพิ่งผ่านเหตุการณ์ที่เราเรียกว่า "พฤษภาทมิฬ" มาหยกๆ ผู้สื่อข่าวกราบบังคมทูลถามว่า ทำไมพระองค์ไม่ทรงออกมาห้ามปรามเสียก่อนล่ะ... พระองค์ตรัสตอบว่า "ข้าพเจ้าออกมาทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะไม่มีหน้าที่กำหนดไว้ในกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ ข้าพเจ้าจะทำอะไรโดยอำเภอใจไม่ได้หรอก และอย่าลืมนะ ตอนนั้นรัฐบาลก็มี นายกรัฐมนตรีก็มี ข้าพเจ้าจะออกมาได้อย่างไร ขืนออกมาห้ามประชาชนเขาก็หาว่าเข้าข้างรัฐบาลนะสิ สถาบันอยู่เป็นกลาง...ไม่ ได้หรอก" แต่พอเริ่มปะทะกัน ต่างฝ่ายควบคุมสถานการณ์ ไม่ได้แล้ว เริ่มมีผู้คนบาดเจ็บล้มตาย พระองค์จึงทรงออกมาห้ามให้ทั้ง 2 ฝ่าย ได้เรียกสติกลับคืนมา และแก้ไขปัญหาเสีย ทรงมีรับสั่งถึงเรื่องนี้กับผู้สื่อข่าวฝรั่งเศสว่า "ข้าพ- เจ้าวางตัวลำบาก ครั้นจะออกมาเร็วเกินไป คนก็จะวิพากษ์วิจารณ์ว่า เข้าข้างทางนั้นทางนี้ หากออกช้าไป คนก็จะเจ็บจะตายมากขึ้น" ผู้สื่อข่าวกราบบังคมทูลถามต่อว่า แล้วทรงทราบได้อย่างไรว่า จังหวะไหนจึงควรจะออกมา...พระองค์รับสั่งตอบอย่างเรียบๆว่า "ข้าพเจ้าบอกไม่ได้หรอก มันเป็นจิตสำนึกที่รู้ได้เองของผู้ปกครอง" ฝรั่งทั้งคู่ต้องนั่งเงียบต่อคำตอบ ที่มีความหมายอย่างลึกซึ้งของพระองค์ หลังจากเข้าเฝ้าฯพระองค์แล้ว ผมถามความรู้สึกพวกเขา เขาทั้งสองไม่ตอบ แต่ยกหัวแม่มือสองข้างให้ผม พร้อมกันทั้งสองมือและทั้งสองคน พระองค์ได้ทรงรักษาแผ่นดินนี้มานานเกินครึ่งศตวรรษกว่าแล้ว ได้ทรงนำพาประเทศไทยผ่านวิกฤติการเมือง การทหาร การเศรษฐกิจ มาครั้งแล้วครั้งเล่า ได้ทรงทุ่มเททุกหยาดพระเสโท ทำนุบำรุงแผ่นดินให้ฟื้นฟูเจริญงอกงาม ป่าไม้กลับคืนมาป่าแล้วป่าเล่า ผืนแผ่นดินที่แห้งแล้งได้ถูกพลิกฟื้นขึ้นมาให้เกิดมีความสมบูรณ์ผืนแล้วผืนเล่า ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในผืนแผ่นดินได้ทรงแก้ไข โดยไม่ได้ทรงคำนึงถึงความทุกข์ทรมานพระวรกาย เพื่อความผาสุกของพสกนิกรของพระองค์นั่นเอง บัดนี้ถึงคราวที่เราจะต้องช่วยกันแบกรักษาแผ่นดินนี้บ้างเถิด เพื่อตัวเราเอง และเพื่อลูกหลานของเราต่อไป.
ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน |

















