|
การเดินทางครั้งที่ 2 ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี |
|
“ในหลวงขาดทุนได้ แต่ชาวบ้านจะขาดทุนไม่ได้”
ทริปสองของการเดินทางต่อจากโครงการสวนป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้ไปเยี่ยมชมศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ระหว่างที่เดินทางเจอฝนตกเล็กน้อยแต่ทั้งเราและเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ฯ ก็ไม่หวั่นไหวพร้อมที่จะเรียนรู้และให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งดีๆ ในศูนย์ศึกษาฯ อย่างมุ่งมั่นทำให้รู้สึกประทับใจกับการต้อนรับอัธยาศัยไมตรีที่ดีของเจ้าหน้าที่ ต่อมาได้รับทราบว่าในหลวงทรงให้หลักในการทำงานไว้ว่าอย่าถือตัวว่ามีตำแหน่งหน้าที่เมื่อมาทำงานรับใช้ประชาชนก็ต้องเข้าหาประชาชนไม่ใช่รอให้ประชาชนเข้ามาหาเรา ทำให้รู้สึกดีมากอยากให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้ที่ทำงานบริการได้นำไปปฏิบัติเชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในสังคมของเรา เพราะหากเราต้องติดต่อสื่อสารกับบุคคลที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือมีจิตสาธารณะเราจะมีความสุขได้รับข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนมากขึ้น และการบูรณาการในการทำงานทรงสอนให้ทำงานแบบเรือยาว (เป็นทีม) ทุกคนเก่งเหมือนกันหมดไม่มีใครเก่งกว่าใครเพราะหากขาดความสามัคคีงานที่ทำก็จะไม่ประสบผลสำเร็จ ปัจจุบันคือระบบการทำงานแบบ One Stop Service
ศูนย์ศึกษาฯ นี้เป็นพื้นที่มีพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ จากการที่ได้พูดคุยกับพี่โต้ง พ.ต.ท.นพคุณ บำรุงพงษ์ รองผู้อำนวยการศูนย์ฯ ทำให้รู้ว่าพื้นที่บริเวณดังกล่าวในอดีตเป็นพื้นที่ดินเสื่อมโทรมไม่สามารถปลูกต้นไม้ใดๆ ได้เลย ในหลวงท่านทรงกลับมองเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าซึ่งต่อมาพื้นที่ดังกล่าวก็กลายเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ได้จริงเป็นแหล่งให้ความรู้แก่เกษตรกร ให้ความช่วยเหลือกับประชาชนในพื้นที่ได้พึ่งพิงเข้ามาใช้พื้นที่ในการทำมาหากินสามารถเข้ามาเก็บพืชผลต่างๆ ไปใช้ดำรงชีวิตได้ นอกจากนี้ ทรงต้องการให้พื้นที่ดังกล่าวเป็น “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต” คือเป็นตัวอย่างวิธีการปลูกพืชทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จให้กับราษฎรได้เรียนรู้ รวมถึงวิวัฒนาการพัฒนาพื้นดินที่คล้ายทะเลทรายและดินดานที่เกาะรวมก้อนแข็งมากไม่สามารถละลายน้ำได้ให้สามารถกลับมาเพาะปลูกได้ผลผลิต การปลูกหญ้าแฝกสร้างคันกั้นน้ำเพื่อป้องกันการชะล้างหน้าดินหรือการเกาะเซาะดินลงแม่น้ำลำคลอง ในหลวงทรงตรัสว่า “ในหลวงทรงขาดทุนได้แต่ชาวบ้านขาดทุนไม่ได้” สายพระเนตรอันยาวไกลของพระองค์ได้ทรงแบ่งพื้นที่อยู่อาศัยของราษฎรไทยพุทธ และมุสลิมออกจากกันเนื่องจากทรงเห็นความสำคัญของพฤติกรรมการใช้ชีวิตของไทยพุทธที่ชอบการเกษตรปลูกพืชผัก ส่วนมุสลิมจะเลี้ยงสัตว์โค แพะ การอยู่คนละฝั่งถนนทำให้สัตว์ที่เลี้ยงไม่รุกรานพื้นที่เกษตรที่อาจเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาเบาะแว้งกันได้ และระบบการพัฒนาคนในพื้นที่ จะใช้หลักการทำให้ทุกคนพอมีพอกินก่อนไม่เป็นหนี้เพราะหากทุกคนไม่เป็นหนี้ก็จะไม่ต้องทุกข์ใจและพร้อมที่จะเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของศูนย์ศึกษาฯ มีชีวิตและสุขภาพจิตที่ดี
ส่วนประเด็นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่เราเพิ่งจะมาเข้าหูหรือได้ยินเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง แต่พระองค์ทรงสอน/แนะนำให้เกษตรกรใช้แนวทางดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2532 ลุงรอง หรือนายสำรอง แตงพลับ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ปี 53 ได้เล่าให้ฟังว่าทำไร่นามาตั้งแต่ปี 01 – 40 ไม่ประสบความสำเร็จมีหนี้สินมากมาย (6 – 7 แสนบาท) ต่อมาในปี 40 ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ของศูนย์ศึกษาฯ ให้ทำไร่นาสวนผสมและเกษตรทฤษฎีใหม่ ด้วยการเข้าร่วมโครงการปลูกพืชผักหลายชนิดไว้กินในครัวเรือนก่อนจึงจะส่วนที่เหลือไปจำหน่าย และทำการเลี้ยงสัตว์ชนิดต่างๆ ควบคู่ด้วยการทำปุ๋ยน้ำชีวภาพ ปุ๋ยหมักขึ้นใช้เองเพื่อลดต้นทุน จัดหาแหล่งน้ำสำรองไว้ใช้ โดยดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงช่วงแรกไม่เห็นผลแต่หลังจากนั้น 2 – 3 ปีก็เห็นผลสภาพดินที่เสื่อมโทรมเริ่มดีขึ้นพันธุ์พืช สัตว์ที่ได้รับแจกจากหน่วยงานราชการมาปลูกและเลี้ยงมีการจัดทำบัญชีครัวเรือนเพื่อให้ทราบรายรับ – รายจ่ายของครอบครัวจนปัจจุบันไม่มีหนี้สินและสามารถปลูกบ้านใหม่ได้ ถือว่าประสบความสำเร็จในอาชีพจนเป็นตัวอย่าง/ที่ปรึกษาให้กับเพื่อนบ้านนำไปปฏิบัติตาม นอกจากนี้ ลุงรองยังเป็นผู้นำในการจัดตั้งธนาคารหมู่บ้านกลุ่มออมทรัพย์มีสมาชิกประมาณ 230 คน มีเงินทุนหมุนเวียนประมาณ 7 แสนบาท ที่น่าสนใจคือการทำเกษตรของลุงจะไม่เน้นการทำแบบธุรกิจหรือมุ่งหวังขายเพียงอย่างเดียวจะมีการแบ่งพื้นที่จัดสัดสรรในการปลูกพืชชนิดต่างๆ ควบคู่กับการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งพืชที่ปลูกจะต้องกินได้และเมื่อเหลือจากการกินแล้วจึงจะนำไปขาย
เกือบลืมเรื่องสำคัญที่สุดของการปลูกป่าเพื่อถวายฯ ให้กับบุคคลในสถาบันฯ ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานต่างๆ มักจัดกิจกรรมปลูกป่าถวายในหลวง หรือบุคคลในสถาบันฯ โดยใช้วันสำคัญมาร่วมลงมือปลูกซึ่งผลที่ได้รับจริงๆ ต้นไม้บางส่วนอาจจะไม่เจริญเติบโตเนื่องจากการปลูกต้นไม้แม้จะดูง่ายๆ แต่มันต้องใส่หัวใจในการปลูก หลักการปลูกต้องเอาหัวใจรองก้นหลุม เอาพลั่วขุดพรวนดินที่ก้นหลุมก่อนและจึงค่อยๆ นำต้นกล้ามาลงแปลงเพาะปลูกกลบดินไม่ต้องกดทับดินให้แน่นมากนักเพราะรากต้นกล้าอาจได้รับความเสียหาย และควรที่จะคิดว่าสักวันหนึ่งเราจะกลับมาดูต้นไม้ที่เราปลูก และการปลูกป่าถวายฯ จริงๆ ควรที่เพาะปลูกจนกลายเป็นป่าก่อนนำมาทูลเกล้าฯ ถวาย ยังมีข้อมูลอีกมากมายที่ได้รับฟังจากการเดินทางไปเยี่ยมชมโครงการพระราชดำริทั้ง 2 โครงการแต่บางเรื่องไม่สามารถนำมาเขียนเล่าได้ข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับมาจากการสัมผัสด้วยตัวเองทำให้ยิ่งรู้สึกดีใจ ภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทยอยู่ภายใต้ร่มโพธิสมภารของพระองค์ท่าน ซึ่งยากที่จะมีบุคคลระดับสูงคนใดที่จะเห็นความสำคัญของราษฎรจริงๆ ลงทุนทำทุกสิ่ง ศึกษา ค้นคว้าเพื่อให้ราษฎรได้รับผลตอบแทนที่ดี
|