เข้าสู่ระบบคนไทยรักกัน



ผู้ใช้งานขณะนี้

เรามี 5 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Civil Garuda on Facebook

ป้ายโฆษณา

จำนวนผู้เข้าชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้347
mod_vvisit_counterเมื่อวาน383
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้3037
mod_vvisit_counterเดือนนี้6995
mod_vvisit_counterทั้งหมด374042
การเดินทางครั้งที่ 3 โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ

 

     ทริป 3 ของการเดินทางเยี่ยมชมโครงการพระราชดำริ...ยังคงขอยืนยันความรู้สึกเดิมว่า แม้ว่าระยะทางจะไกล ถนนทางเข้าโครงการฯ จะลำบาก แต่เมื่อไปถึงโครงการฯ ก็มีความสุข ดีใจแทนคนไทยทุกคนที่มีพ่อหลวงที่รักคนไทยและทำทุกอย่างเพื่อคนไทยมาตลอด ครั้งแรกเมื่อได้ยินชื่อโครงการชั่งหัวมัน ก็คิดความหมายตามคำพูดติดปากว่า “ช่างหัวมัน”  ไม่ต้องไปสนใจ ไม่ต้องใส่ใจอะไร แต่เมื่อได้เดินทางมาที่โครงการนี้ ได้รับฟังข้อมูลจากพี่โจ้ คุณนริศ  สมประสงค์ เจ้าหน้าที่กองงานในพระองค์ ผู้รับผิดชอบโครงการฯ กลับตรงกันข้ามกับความหมายดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง ชื่อโครงการชั่งหัวมัน มาจากการที่ทรงมีพระประสงค์ให้นำมันเทศที่ชาวบ้านนำมาถวายวางไว้บนตาชั่งโบราณ ที่พระราชวังไกลกังวล แต่เมื่อทรงเสด็จกลับมาอีกครั้งพบว่ามันเทศนั้นมีใบงอก ในหลวงจึงทรงรับสั่งให้หาพื้นที่เพื่อทดลองปลูกมันเทศ และทรงมีพระราชประสงค์ซื้อที่ดินแห้งแล้งในตำบลเขากระปุก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นป่ายูคาลิปตัสรกร้าง มะนาวยืนต้นตาย ชาวบ้านในพื้นที่ต้องทุกข์ใจทุกครั้งเมื่อถึงฤดูแล้ง ทรงมีพระเมตตาพลิกฟื้นพื้นที่บริเวณดังกล่าวที่มีความแห้งแล้งและไม่ได้รับการดูแล มาเป็นพื้นที่รวบรวมพืชเศรษฐกิจ ทรงมีพระราชดำริให้จัดเป็นพื้นที่ปลูกพืชท้องถิ่น เช่น มะนาว กะเพรา หน่อไม้ฝรั่ง ชมพู่เพชร มะพร้าว เลี้ยงโค
     ทรงเสด็จพระราชดำเนินลงพื้นที่โครงการ เมื่อ 21 สิงหาคม 2552 มีพระราชดำรัสว่า “เราต้องร่วมมือกันทำ เพราะถ้าไม่มีการร่วมมือกันก็ไม่ก้าวหน้า ไม่มีความก้าวหน้า ฉะนั้นการที่ท่านได้ทำแล้วมีความก้าวหน้านี้เป็นสิ่งที่ดีมาก หลักการอยู่ที่ทุกคนต้องช่วยกันเสียสละ เพื่อให้กิจการในท้องที่ก้าวหน้าไปด้วยดี ก้าวหน้าได้อย่างไรก็ด้วยการช่วยเหลือกัน” จึงเข้าใจว่าไม่ใช่ “ช่างหัวมัน” แต่คือสายพระเนตรที่ยาวไกล พระเมตตา ความห่วงใยของในหลวง ที่ทรงมีต่อราษฎรของพระองค์ จุดเด่นของโครงการคือ กังหันผลิตไฟฟ้า 10 ตัว พระองค์ทรงเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นช่องเขามีลมพัดผ่านจึงพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสให้ติดตั้งกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้า ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงก็มีไฟฟ้าใช้ไม่มีปัญหาไฟตก โครงการฯ เป็นเสมือนแปลงทดลองปลูกพืชเศรษฐกิจ มีการขุดบ่อเพื่อเก็บกักน้ำ มีกังหันและโซล่าเซลล์ผลิตกระแสไฟฟ้า เป็นแบบทดลองตัวอย่างแก่เกษตรกรเพื่อเพิ่มคุณภาพให้ผลผลิตแบบพึ่งพาตัวเอง
    จากการได้พูดคุยกับพี่ศรราม  ต๋องาม สมาชิก อบต.กลัดหลวง แล้วยิ่งรู้สึกมีความสุขมากขึ้น อิจฉาพี่ๆ เค้าจังที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาท พี่ศรราม เล่าว่าเดิมชื่อ “ราม” แต่ในหลวงทรงเรียกว่านายศรราม พี่เค้าก็ปลื้มและใช้ชื่อศรราม มาตั้งแต่นั้น พี่ศรรามเล่าแบบมีความสุขว่าครั้งแรกที่ได้รู้ว่าในหลวงทรงซื้อที่ดินซึ่งในขณะนั้นนายทุนต่างชาติกว้านซื้อที่ดินในจังหวัดเพชรบุรี หลังจากที่ชาวบ้านรู้ว่าในหลวง เข้ามาซื้อและพัฒนาที่ดิน ชาวบ้านก็เปลี่ยนความคิดไม่ขายที่ดิน และเข้ามาช่วยงานในหลวง ในโครงการฯ การได้รับพระราชทานข้าวกล่องจากในหลวง ทำให้ชาวบ้านยิ่งรู้สึกปลาบปลื้มใจและรู้ว่าพระองค์ทรงคิดถึงและรักชาวบ้านเสมอ เมื่อ 21 สิงหาคม 2552 ในหลวงทรงขับรถด้วยพระองค์เองเสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรที่ดิน ชาวบ้านได้รู้ต่างปลาบปลื้มมาเข้าเฝ้าฯ เมื่อทราบว่าในหลวงจะทรงมาปลูกพืช ก็มาช่วยเหลือลงแรงกายแรงใจกันอย่างเต็มกำลัง ดีใจที่ในหลวงเสด็จมาปลูกบ้านในพื้นที่ ชาวบ้านต่างนำพันธุ์พืชต่างๆ มาปลูกในที่ดินของพระองค์ ทำให้ชาวบ้านเกิดความสามัคคีและเปลี่ยนวิธีในการทำการเกษตรจากเดิมใช้สารเคมี มาเป็นการทำเกษตรอินทรีย์ การให้น้ำหยดในการปลูกพืชในไร่ของโครงการฯ และมีนักวิชาการเกษตร มาให้คำแนะนำพัฒนาความรู้ทางด้านเกษตรกรรมไปพร้อมๆ กัน ผลผลิตที่ออกจะส่งเข้าวังเป็นเครื่องปรุงพระกระยาหาร และชาวบ้านสามารถมาเก็บผลผลิตไปกินใช้ได้ โครงการฯ เป็นการบริหารทรัพยากรแบบบูรณาการ เน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่ามากที่สุด เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส เป็นพื้นที่ที่ทำให้ประชาชนมีความสามัคคี ร่วมกันพัฒนาพื้นที่ด้วยการมาร่วมกันปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เมื่อผลผลิตออกชาวบ้านก็เข้ามาเก็บไปกินได้ เมื่อเหลือแล้วจึงนำไปขาย พืชที่ปลูกจะเป็นการปลูกตามฤดูกาล แบ่งพื้นที่ในการปลูกพืชสวนครัวหลายๆ ชนิด ไม่เน้นชนิดใดชนิดหนึ่ง คล้ายกับโครงการพระราชดำริฯ ในที่ที่เคยเดินทางไปมา
     การเดินทางทุกครั้งที่ผ่านมาทำให้รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ในหลวงทรงมีต่อประชาชนคนไทยมาอย่างมากมาย แต่ครั้งนี้กลับรู้สึกว่าไม่มีมาตรวัดใดจะมาเปรียบได้ เพราะแม้ว่าในช่วงการริเริ่มดำเนินโครงการจะอยู่ในช่วงที่ทรงพระประชวร แต่พระองค์ก็ยังทรงห่วงใยประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ที่ปลาบปลื้มใจคือการฟังเรื่องเล่าจากพี่ศรราม ที่ยากจะอธิบายความรู้สึกได้ พี่เค้าเล่าว่า ในช่วงที่ในหลวงทรงประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช พระองค์ทรงเสวยมะขาม ทรงเก็บเม็ดมะขามห่อใส่ถุงยาไว้และให้คุณใหม่นำมาให้กับชาวบ้านในโครงการปลูก พระองค์ก็ทรงถามความคืบหน้ากับคุณใหม่ว่า มะขามนั้นโตไหม เป็นยังไงบ้าง คุณใหม่ก็ถ่ายรูปไปถวายพระองค์ท่าน ในหลวงทรงรักและห่วงใยประชาชนอย่างแท้จริง และสิ่งสำคัญคือการไม่ถือตัวของผู้ที่ทำงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท พี่ศรรามได้เล่าความประทับในการทำงานร่วมกับคุณใหม่ พี่โจ้ และเจ้าหน้าที่ของสำนักพระราชวัง ว่า ช่วงแรกชาวบ้านไม่กล้า กลัวมาก แต่ทุกคนกลับไม่ถือตัวมาร่วมวงกินข้าวกันได้อย่างเป็นกันเองไม่แบ่งแยกเลยว่าส่วนนี้เป็นของเจ้าหน้าที่ หรือของชาวบ้าน และเมื่อชาวบ้านทำกับข้าวมา ทางเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังมาร่วมกินด้วย
     เราคงต้องลองย้อนกลับดูตัวเองกันบ้างแล้วว่าวันนี้เราทำอะไรเพื่อพระองค์ท่านบ้าง ยังไม่สายที่เราคนไทยทุกคนจะร่วมมือสมัครสมานสามัคคีรักกัน ร่วมพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าให้พระองค์ทรงคลายพระทัยบ้าง หรือเพียงแค่รู้จักการให้อภัย ระงับอารมณ์โกรธ โมโหผู้อื่น มีความอดทนต่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมให้มากขึ้น ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด หยุดการเรียกร้องสิ่งต่างๆ ที่เกินตัวแล้วหันมาช่วยเหลือตนเอง เพื่อนบ้าน คนในชุมชน ร่วมสร้างสังคมที่มีความรัก ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความปรารถนาดีให้ต่อกัน นำวัฒนธรรมสังคมไทยในอดีตกลับมา เชื่อว่าวัฒนธรรม จารีตประเพณี ความอ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักเคารพผู้ใหญ่ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความมีเมตตา หวังดีต่อกันและความสามัคคีในชุมชนแบบในอดีต ซึ่งเป็นจุดแข็งของคนไทยสามารถดำเนินไปร่วมกับการพัฒนาของโลกาภิวัฒน์ในปัจจุบันได้...

 

Konthairakkan on Twitter

ป้ายโฆษณา
JoomlaWatch 1.2.12 - Joomla Monitor and Live Stats by Matej Koval
CopyRight Konthairakkan.com 2009 All Right Reserved.